Monday, April 2, 2012

“การเจริญสติ” กำลังฮิตในอเมริกา


ผู้สังเกตการณ์จากดัลลัส มลรัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับจิตวิญญาณ กล่าวไว้ว่า ในทศวรรษ 2000 ความเชื่อเกี่ยวกับคุณค่าของ “สติ” กลายเป็นความเชื่อที่กว้างขวาง เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่องทูตสวรรค์ ในปีทศวรรษที่ 1990 หนังสือและเทปเป็นจำนวนมาก ที่เกี่ยวกับความมีสตินั้น บ่อยครั้งเป็นหนังสือที่ขายดี

นอกจากนี้แล้วการเจริญสติกลายเป็นหัวข้อที่สำคัญยิ่งในงานสัมมนาต่างๆ หรือแม้กระทั่งในสปา ซึ่งในปัจจุบันนี้แม้แต่ในโรงพยาบาลและนักจิตวิทยาก็ยังมีการสอนให้ใช้สติ เป็นหนทางในการบรรเทาและรับมือกับการเจ็บป่วยเรื้อรัง ความเครียด และความเศร้า

เมื่อสามเดือนที่ผ่านมา นิตยสาร Body & Soul ลงหัวข้อ The Natural Guide to Mindful Living (แนวทางธรรมชาติในการใช้ชีวิตอย่างมีสติ) ไว้หน้าปก Seth Bauer หัวหน้าบรรณาธิการหนังสือเล่มดังกล่าวได้กล่าวไว้ว่า การเจริญสติ คือ การใช้ชีวิตอย่างรู้ตัวในสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในวัฒนธรรมอเมริกัน เขายังกล่าวอีกว่า ในชีวิตของเรา เราขาดการเชื่อมโยงในสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราคิด ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และการดูแลตัวเอง การเจริญสติช่วยให้สิ่งเหล่านั้นมารวมอยู่ด้วยกันได้

สติกับหน้าที่การงาน ปัจจุบันบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาหลายแห่งมีการฝึกอบรมการฝึกจิต เพื่อที่จะพัฒนาการใช้สมาธิในการทำงาน รวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและจริยธรรม เมื่อปีที่แล้ว นิตยสาร “Spirituality & Health” ได้ลงข้อความชื่อ “Lessons from Mindful Corporations.”

Michael Sauvante ประธานกรรมการบริหารของ Rolltronics กล่าวว่า “การ บริหารจิตเพื่อหน้าที่การงานนั้นจะมุ่งไปในเรื่องที่ว่าธุรกิจส่งผลกระทบ อย่างไรกับมนุษยชาติ แต่ในโลกความเป็นจริงของธุรกิจแล้วกลับมีความเห็นที่ว่า การเป็นมนุษย์ที่มีมนุษยธรรมนั้นจะบั่นทอนความสำเร็จทางด้านการเงิน”

ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่า การฝึกจิตให้มีสตินั้นต้องอาศัยการฝึกฝน วิธีทั่วไปที่ปฏิบัติกันนั้นคือการนั่งสมาธิ และการสังเกตการหายใจ บางคนใช้วิธีการนับลมหายใจเข้าออก บางคนก็ใช้วิธีอื่นๆ แตกต่างกันไป

Gary Stuard อดีตพระภิกษุผู้ซึ่งสอนการทำสมาธิ ที่ “The Episcopal Church of the Transfiguration” กล่าวว่า เวลาส่วนใหญ่แล้วเราดำเนินชีวิตไปอย่างอัตโนมัติ วัตถุประสงค์หลักของการทำสมาธิให้มีสตินั้นไม่ได้เป็นการฝึกจิตให้มุ่งความ สนใจไปข้างนอก หากแต่ให้มุ่งความสนใจไปในสิ่งที่อยู่ในตัว

ไม่ว่าจะฝึกเพื่อพัฒนาจิตใจ สุขภาพ หรือเหตุผลอื่นๆ การฝึกจิตให้มีสติตั้งมั่นก็คือการใช้ชีวิตอยู่อย่างรู้ตัวทั่วพร้อม Bonnie Arkus กรรมการบริหารของมูลนิธิ the Women's Heart Foundation แห่ง West Trenton, NJ สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 10 ปอนด์ ในหนึ่งเดือน โดยผนวกการควบคุมโภชนาการแบบ The South Beach Diet กับการมีสติในการกิน เธอกล่าวว่า แล้วคุณจะรับรู้รสชาติอาหารมากขึ้น เพราะคุณให้เวลาในการรับรู้รสชาติมัน ไม่ใช่เพียงแค่ตักอาหารเข้าปากแล้วรีบกลืน วิธีนี้จะทำให้คุณมีแนวโน้มในการทานน้อยลง

การฝึกจิตให้มีสติตั้งมั่นนั้น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในพระพุทธศาสนา ในช่วงปีทศวรรษ 1960 มันมีอิทธิพลต่อนักเขียนหลายท่าน เช่น Allen Ginsberg, Robert Pirsig ช่วงปีทศวรรษที่ 1970 กับงานเขียน “Zen and the Art of Motorcycle Maintenance” และช่วงปีทศวรรษที่ 1990 มีภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ได้รับอิทธิพลนี้คือ เรื่อง “Kundun” และ “Seven Years in Tibet”

ทุกวันนี้ เมื่อไรก็ตามที่ ท่านทะไลลามะ เดินทาง ท่านจะมีผู้คนคอยทักทายเสมือนว่าท่านเป็นดาราชื่อดังคนหนึ่ง มีหลายคนกล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ของการเจริญสติในปัจจุบันนั้น ได้ถูกปลูกฝังไปโดยทั่ว โดยเห็นได้จากหนังสือเมื่อปี 1975 ชื่อ “The Miracle of Mindfulness” โดยนักเขียนคือ Thich Nhat Hanh พระภิกษุชาวเวียดนาม ซึ่งครั้งหนึ่งท่านเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดย Rev. Martin Luther King JR พระภิกษุผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน เขียนไว้ว่า ความมีสติเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำให้เราเป็นนายของตัวเองและฟื้นฟูตัวเราเองได้

จริยธรรมและความเห็นอกเห็นใจ พุทธศาสนิกชนหลายคนเป็นกังวลว่า กระแสแห่งการเจริญสติ ซึ่งได้กลายเป็นที่นิยมของชาวอเมริกันนั้น บัดนี้ได้ถูกนำมาใช้หาผลประโยชน์ในทางด้านการค้า ชึ่งจะไม่ส่งผลใดๆ ทางด้านจิตใจเลย สำหรับชาวพุทธ การเจริญสติได้ถูกฝังลึกในจริยธรรมเสียแล้ว

Sharon Salzberg อาจารย์ชาวพุทธชื่อดัง ผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับจิตวิญญาณ และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคม The Insight Meditation Society กล่าวว่า การทำจิตให้มีสตินั้นไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่เป็นการทำเพื่อที่จะให้โลกเป็นที่ที่น่าอยู่มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปลุกจิตภายในอีกด้วย ในวงการแพทย์ดูเหมือนว่ามันเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

โรงพยาบาลและคลินิกมากกว่า 200 แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้การฝึกจิตส่งเสริมผู้ป่วยที่มีปัญหาทั้งทางจิตใจและร่างกาย Paul Keinarth แพทย์แห่ง Austin ได้เริ่มนั่งสมาธิฝึกจิตเมื่อสี่ปีแล้ว ในช่วงที่อยู่ในภาวะที่จิตใจย่ำแย่ ความคิดที่มีแต่การแข่งขัน ความกังวลและความเครียด ทำให้เขามีปัญหาในการนอนหลับ อีกทั้งยังห่างเหินกับครอบครัวอีกด้วย

Keinarth ผู้ชึ่งปัจจุบันสอนคอร์สการฝึกสติ กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างเหลือเชื่อ ปัจจุบันผมใช้ชีวิตอย่างสบายปลอดโปร่ง แทนที่จะใช้ชีวิตจมปลักอยู่กับเรื่องราวเก่าๆ มากมายที่ได้เกิดขึ้นกับผมและผู้อื่น มีความผูกพันมากขึ้นระหว่างผมกับครอบครัว และผมได้ปรับจิตใจให้มีขันติความอดทนมากยิ่งขึ้น”

Dr.James Ruiz นักรังสีวิทยา จาก Baton Rouge, LA., กล่าวว่า ความสนใจของเขาในเรื่องการมีสติอยู่กับตัว เริ่มขึ้นสมัยที่ลูกชายวัยหกขวบของเขายังเป็นทารก เมื่อลูกร้องไห้กลางดึก เขาจะอุ้มลูกไว้ในขณะที่ตัวเองก็จะเดินไปทำสมาธิไป เขากล่าวว่า การเจริญสติให้ตั้งมั่นอยู่กับตัวนั้นได้ทำให้วิถีชีวิตของคนที่เป็นพ่อแม่ ได้เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ทำให้คุณโกรธนั้นไม่ใช่เพราะการตื่นขึ้นมากลางดึกเมื่อได้ยินเสียง ลูกร้อง เขาว่า หากแต่สิ่งที่ทำให้คุณโมโหคือการที่คุณต้องการกลับไปยังที่นอนนั่นเอง การเจริญสติคือการปลดปล่อยความรู้สึกนั้นไป ยอมรับความเป็นจริงและสนใจกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าคุณ (Sumber: Internet)

No comments: