Friday, April 20, 2012

พระสงฆ์ไม่ควรเล่นการเมือง?


เหตุใดพระสงฆ์จึงเล่นการเมือง?
(คัดจากคำถาม-คำตอบประจำเดือนกันยายน 2550)
                                                                                            ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

ปกติแล้วตามกฎหมายพระลงคะแนนเลือกตั้งได้หรือเปล่าครับ? ที่มาประท้วงผิดวินัยสงฆ์ไหมครับ? ปกติพระจะอยู่ทางสายกลางใช่ไหมครับ? ตอนนี้ผู้นำคาทอลิก เขาได้ทีออกมาประกาศแล้วนะว่าจะไม่เอาศาสนาของเขาไปยุ่งกับการเมือง อยากถามว่าถ้าวินัยสงฆ์บอกว่าประท้วงแล้วไม่ผิดก็ควรประท้วงนะครับ แต่ถ้าในพระธรรมวินัยเขียนไว้ว่าผิดก็เป็นความเห็นของคนที่ไม่เชื่อวินัยสงฆ์นะครับ.

คำตอบ:  คำถามของคุณถ้าสรุปให้สั้นๆ ก็คือทำไมพระสงฆ์จึงเล่นการเมือง? หรือเข้ามามีบทบาทในการเมืองมากขึ้นขออธิบายว่ารัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐๖ ห้ามภิกษุ สามเณร นักพรตและนักบวชใช้สิทธิ์เลือกตั้ง  ขณะ เดียวกัน ก็มีคำสั่งมหาเถรสมาคมเรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งตีพิมพ์ในแถลง การณ์คณะสงฆ์(เล่ม ๘๓ ตอนที่ ๑ ลงวันที่  ๒๕ มกราคม ๒๕๓๘ว่า
ข้อ ๔ ห้ามพระภิกษุสามเณรเข้าไปในที่ชุมนุม หรือในบริเวณสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใดหรือในที่ชุมนุมทางการเมืองไม่ว่ากรณีใดๆ
 
ข้อ ๕ ห้ามพระภิกษุสามเณรทำการใดๆ อันเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่การหาเสียง เพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาเทศบาลหรือสภาการเมืองอื่นใดแก่บุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ  
 
ข้อ๖ห้ามพระภิกษุสามเณรร่วมชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ
 
ข้อ๗ ห้ามพระภิกษุสามเณรร่วมอภิปรายหรือบรรยายเรื่องเกี่ยวกับการเมืองซึ่งจัดตั้งขึ้นทั้งในวัดและนอกวัด
 
ข้อ๘ ให้พระสังฆาธิการตั้งแต่ชั้นเจ้าอาวาสขึ้นไป ผู้มีอำนาจหน้าที่ในทางปกครองชี้แจงแนะนำผู้อยู่ในปก  ครองของตนให้ทราบคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้และกวดขันอย่าให้มีการฝ่าฝืนละเมิด
 
ข้อ ๙ พระภิกษุสามเณรรูปใดฝ่าฝืนละเมิดคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ ให้พระสังฆาธิการผู้ปกครองใกล้ชิดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน
ถ้าพิจารณาดูพุทธวจนะในที่ต่างๆ ในพระไตรปิฎก เราต้องยอมรับว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่ประสงค์ที่จะให้พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะเป้าหมายของพระสงฆ์คือหลุดพ้นจากกิเลส  วิชาการเมืองเป็นเดรัจฉานวิชา (ในความหมายว่าไม่ได้ทำให้ศีล, สมาธิและปัญญาสูงขึ้น) ด้วยซ้ำ  นี้คือสาระกว้างๆจากพระไตรปิฎก  ซึ่งถือว่าเป็นอุดมคติที่พระสงฆ์ทุกรูปจะต้องเก็บไปพิจารณา  ใครอ่านพระไตรปิฎกก็ต้องรู้สึกเช่นนี้
แต่ทว่าในทางปฏิบัติจริงๆ เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากอินเดียว่าเมื่อสิ้นสมัยราชวงศ์เมารยะซึ่งเป็นช่วงที่พระพุทธศาสนาเจริญสุดขีด โดยการโค่นของพระเจ้าปุษยมิตร ซึ่งเป็นพราหมณ์ในนิกายสามเวท  พระองค์ทรงประกาศที่เมืองสกละว่าใครสามารถบั่นคอพระภิกษุได้จะให้รางวัล 100 ทีนาร์ จึงทำให้เกิดการไล่ล่าฆ่าพระภิกษุสามเณรขึ้นในอินเดียสมัยนั้น เรื่องราวเหล่านี้มีบันทึกในคัมภีร์อโศกาวทานและทิพยาวทานซึ่งแต่งขึ้นหลังสมัยราชวงศ์ศุงคะราว 200 ปี (ดูอโศกาวทาน สำนวนแปลของ John Strong หน้า 133)  ตัวอย่างวัดที่ถูกเผาสมัยพระเจ้าปุษยมิตรก็คือวัดกุกกุฎาราม  เหตุที่พระเจ้าปุษยมิตรประกาศล้างบางพระพุทธศาสนา เพราะช่วงพระพุทธศาสนารุ่งเรืองกล่าวคือตั้งแต่สมัยพุทธกาลถึงราชวงศ์เมารยะ ศาสนาพราหมณ์แทบจะไม่มีบทบาทต่อสังคมอินเดียเอาเสียเลย ในที่สุด ก็ทรงตั้งพระทัยจะกวาดล้างพระพุทธศาสนาให้สูญจากชมพูทวีป

แน่นอน พระภิกษุสามเณรสมัยนั้น ก็ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด  กล่าวคือไม่เล่นการ เมืองและ ไม่เคยนึกเลยว่าการเมืองจะนำภัยมาสู่ตนเองในฐานะนักบวชที่อยู่เหนือการเมืองและไม่นึกด้วยซ้ำว่าเหตุใดภัยการเมืองจึงมาสู่พระพุทธศาสนา ซึ่งสอนให้คนรักสันติภาพได้  ขณะที่พระสงฆ์หลายคนถูกฆ่า หลายรูปก็สึกหนีภัยหาไม่ก็หนีกระเจิดกระเจิงไปที่อื่น สิ้นภัยราชวงศ์ศุงคะก็มามีภัยจากพวกมุสลิมสายเติร์กซึ่งบุกเข้ามารุกรานอินเดีย 3 ระลอกใหญ่ กล่าวคือ 

                ระลอกที่ 1 นำโดยมะหมัดแห่งฆัชนี (Mahmud of Ghazni)  ซึ่งบุกเข้าอินเดียราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 แล้วกวาดล้างอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีในเอเชียกลาง จนถึงอินเดียทางด้านภาคตะวันกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะแถบแคว้นปัญจาบ  เผาทำลายสถูปและเจดีย์ทั้งของพุทธและพราหมณ์  ชาวพุทธพากันหนีกระเจิดกระเจิงไปลี้ภัยที่ทิเบต  ระลอกที่นำโดยมุฮัมหมัดแห่งฆอร์(Muhammad of Ghor)  บุกเข้าอินเดียแถบเมืองคุชราต เมื่อราวพ.ศ.1740(1197)  ทันทีที่มาถึงก็สั่งกองทัพเข้าทำลายสถูป เจดีย์ วิหาร วัดวาอารามที่เป็นของพุทธเสียสิ้น รวมทั้งมหาวัทยาลัยนาลันทาซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกที่ชาวพุทธสร้างขึ้นด้วย  ระลอกที่ นำโดยนายพลมุฮัมหมัด ขิลจิ (Muhammad Khilji) เมื่อ พ.ศ. 1743(1200) นายพลคนนี้พากองทหารมุสลิมเข้าทำลายศาสนสถานหลักๆ ที่ยังเหลืออยู่ เช่น วัดวิกรมศิลาของพุทธ  รวมทั้งศาสนสถานต่างๆ ของชาวพุทธที่กรุงพาราณสี  สมัยนี้ พระสงฆ์อินเดียต้องอพยพหนีภัยขึ้นไปเนปาล, ทิเบตและอินเดียทางใต้ 

กองทัพมุสลิมทั้งสามระลอกเมื่อบุกเข้ามาอินเดีย ได้ยื่นเงื่อนไขให้ชาวพุทธ 3 ข้อ 1.เปลี่ยนมาเป็นมุสลิม 2.พากันอพยพไปอยู่ที่อื่น 3.ถูกสังหาร   ชาวพุทธหลายคนถูกสังหาร  หลายคนหันไปนับถืออิสลาม ขณะที่หลายคนอพยพไปอยู่ที่อื่นแทน   พระพุทธศาสนาจึงสูญสลายไปจากอินเดีย แม้ชาวฮินดูจะเอาชนะมุสลิมได้อินเดียกลับคืนมาสำเร็จ แต่ก็รื้อฟื้นเฉพาะศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระพุทธศาสนาจึงสูญไปจากอินเดียเป็นเวลาหลายศตวรรษ
                พระพุทธศาสนาในลังกาก็ถูกทำลายเช่นกัน  ลังกาเคยถูกชาติตะวันตกสามชาติปกครอง คือโปรตุเกสซึ่งเข้าไปรุกรานลังกาตั้งแต่พ.ศ.2048 (1505)  ฮอลันดา ซึ่งเข้าไปมีบทบาทมากตั้งแต่โปรตุเกสถูกไล่ออกเมื่อพ.ศ. 2201 (1658)และอังกฤษซึ่งเข้าไปปกครองตั้งแต่พ.ศ. 2339 (1796)   ตั้งแต่สามชาติเข้าไปปกครอง  ก็พยายามทำลายพระพุทธ ศาสนาด้วยวิธีต่างๆ  เช่น 1.คุกคามมิให้ชาวลังกาใส่บาตร  2.ทำลายโบสถ์ เจดีย์  วิหารและเผาคัมภีร์ใบลานทางพระพุทธศาสนาจำนวนมาก 3.ใครประกาศตนเป็นพุทธห้ามจดทะเบียนแต่งงานและห้ามได้รับการศึกษาระดับสูง 4.พยายามทำลายพระเขี้ยวแก้วหรือพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา 5.ดึงคนให้เข้ารีตศาสนาคริสต์ด้วยวิธีให้ทุนการศึกษา, ให้การงานที่ดี, ชาวพุทธถูกขู่มิให้เข้าวัด ฯลฯ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นอยู่หลายทศวรรษ กระทั่งพระสงฆ์ต้องลุกขึ้นต่อสู้เพราะประชาชนไม่กล้าสู้กับรัฐบาลต่างชาติ  ทำให้พระสงฆ์ลังกาเล่นการเมืองมาจนทุกวันนี้
                ใกล้ๆ ประเทศไทยคือเวียตนามใต้ สมัยประธานาธิบดีโงดินเดียมซึ่งเป็นชาวคริสต์คาทอลิกได้พยายามกดขี่ชาวพุทธซึ่งมีจำนวนมากกว่า  แม้ชาวพุทธจะมีถึง 80% ของประชากร แต่รัฐบาลซึ่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นคาทอลิกเริ่มทำลายพระพุทธศาสนาตั้งแต่พ.ศ.2496(1953) ประธานาธิบดีคนนี้ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา  ใครเป็นคาทอลิกจะได้รับการส่งเสริมให้มีอำนาจ  ต่อมา พอญาติโกโหติกาคาทอลิกขึ้นมากุมอำนาจมากก็ประกาศมิให้ชาวพุทธจัดพิธีใหญ่ๆ นอกจากนั้น ยังห้ามชาวพุทธปักธงฉลองในวันวิสาขบูชาเมื่อปีพ.ศ.2506(1963) ด้วย  ชาวพุทธประท้วงและปะทะกับกองกำลังทหารจนมีชาวพุทธ ๙ คนถูกฆ่า สมัยนั้น มีภิกษุชื่อติช กวาง ดึกเผาตัวเองตายที่กรุงไซ่ง่อนเพื่อประท้วงให้โลกรู้ว่ารัฐบาลโงดินเดียมภายใต้การสนับสนุนของเจ้าพ่อทุนนิยมเสรีอย่างอเมริกาลิดรอนสิทธินับถือศาสนา
            นี่คือตัวอย่างที่เห็นชัดว่าพระสงฆ์เราเคยอยู่เหนือการเมือง ไม่ยุ่งกับการเมืองแต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือพระพุทธศาสนาถูกทำลายและพระสงฆ์ที่เคยอยู่เฉยๆ ก็ถูกตัดคอเสียชีวิตไปอย่างไร้ค่า แม้เราจะมีอุดมคติสูงส่งว่าพระสงฆ์ควรอยู่เหนือการเมือง  แต่ถ้าพระสงฆ์อยู่เงียบๆ ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ปกป้องพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร  การเมืองนั่นเองจะนำภัยมาสู่พระพุทธศาสนา เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่ระบอบสมบุรณาญาสิทธิราชย์ แต่เป็นประชาธิปไตย    

ชาวพุทธที่เป็นนักการเมืองส่วนมากเรียนรู้พระพุทธศาสนามาน้อย มีสามัญสำนึกไม่เท่าชาวพุทธที่เป็นพระสงฆ์   พระสงฆ์ที่เคยมหาวิทยาลัยสงฆ์ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การทำลายล้างพระพุทธศาสนามาหลายแห่ง  ถ้าท่านอยู่เฉยๆ  ไม่นำพาปรารมภ์ก็เท่ากับ 1.โง่เกินไปหน่อย 2.ประมาทเกินไป  พระสงฆ์จึงออกมาเรียกร้องบ้างเพราะถ้าพระสงฆ์จะไม่สนใจการเมืองเลยก็อยู่ในโลกอุดมคติเกินไปและอาจรักษาพระพุทธศาสนาไว้ไม่ได้
..................................................................................
  พระว.วชิรเมธีระบุพระสงฆ์ไม่ควรเล่นการเมือง

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวว่า หลักการของพระสงฆ์ที่เกี่ยวกับการเมืองมี 2 หลักการ คือ:

 1.พระสงฆ์ไม่ควรเล่นการเมือง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์ทางการเมือง

2. ถ้าจะเกี่ยวข้องทางการเมืองจริงก็สามารถเกี่ยวได้กรณีเดียวเท่านั้นคือ การแสดงธรรมหรือว่ากล่าวตักเตือนนักการเมือง หากกระทำเกินกว่านี้ จะถือว่าผิดธรรมวินัย

"การกระทำของพระสงฆ์ที่ร่วมชุมนุมในครั้งนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาที่จะต้องดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนการลงโทษนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าพระสงฆ์ที่ไปร่วมชุมนุมดังกล่าวได้กระทำผิดตามกฎหมายของมหาเถรสมาคมหรือไม่ " พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ระบุ.



No comments: