Tuesday, May 29, 2012

การปฏิรูปการศึกษากับการศึกษาคณะสงฆ์


วัตถุประสงค์ประจำบท

๑.      เพื่อให้นิสิตรู้ เข้าใจ สามารถอธิบายถึงการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยได้

๒.    เพื่อให้นิสิตสามารถวิเคราะห์การจัดการศึกษาของไทยกับพระพุทธศาสนาได้

เนื้อหา

๑.  การปฏิรูปการศึกษากับการศึกษาคณะสงฆ์
                ๒.  แนวโน้มการจัดการศึกษากับพระพุทธศาสนา

แนวคิด

๑.  ที่ผ่านมาการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นไปแบบตามมีตามเกิด งบประมาณไม่เพียงพอ ต้องช่วยเหลือตัวเองมาก ผลจึงออกมาไม่ได้มากเท่าที่ควร แต่คิดว่าเมื่อมีการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งกำหนดไว้ว่ารัฐต้องสนับสนุนงบประมาณ การจัดการศาสนศึกษาคงได้รับงบประมาณเต็มเม็ดเต็มหน่วย พระสงฆ์ที่ท่านจัดการศึกษาและรักการศึกษาท่านก็หวังและรอคอยตรงจุดนี้กันอยู่
๒.  ที่ผ่านมาโรงเรียนที่สอนศาสนา  สอนเฉพาะทฤษฎี ไม่ได้เน้นสอนการปฏิบัติให้มากเพราะบางครั้งเด็กก็ไม่เข้าใจคำสอนบางคำ และสอนวิปัสสนาในภาคปฏิบัติน้อย   แต่พระสงฆ์เองก็มีข้อจำกัดในการไปสอนในโรงเรียนโดยเฉพาะการสอนกรรมฐาน คือพระสงฆ์มีไม่พอที่จะเข้าไปสอนในโรงเรียนทุกแห่งได้ ภิกษุสามเณรในแต่ละปีมีประมาณ ๓ แสนรูป แต่เป็นพระผู้ใหญ่ที่ทำงานคณะสงฆ์บ้าง เป็นพระชราภาพบ้าง กำลังศึกษาเล่าเรียนเองบ้าง เป็นสามเณรเล็กๆ บ้าง ที่มีศักยภาพและมีเวลาพอที่จะไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ได้ก็มีเป็นหมื่นรูปเท่านั้น แต่โรงเรียนในประเทศทุกระดับมีมากกว่านั้นมากมาย


การปฏิรูปการศึกษากับการศึกษาคณะสงฆ์

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ได้กล่าวไว้ว่า  การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์นั้น เป็นการจัดการศึกษาที่เรียกว่า "การศาสนศึกษา" จัดโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเป็น ๓ ระดับ คือ  ระดับที่ ๑ จัดเพื่อตัวบุคคล  ระดับที่ ๒ จัดเพื่อพระศาสนา  ระดับที่ ๓ จัดเพื่อสังคม
                
การจัดการศึกษาเพื่อตัวบุคคล

การจัดการศึกษาเพื่อตัวบุคคล คือภิกษุสามเณรทุกรูปที่บวชมาจะต้องศึกษาหลักเบื้องต้นคือพระวินัย การศึกษาพระวินัยก็คือศึกษาเรื่องศีลของภิกษุสามเณร ระเบียบปฏิบัติทางศาสนา รวมถึงธรรมเนียมต่างๆ เป็นการศึกษาเพื่อรักษาตัวเอง เพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง ทำได้ถูกต้อง ตลอดถึงศึกษาเพื่อเอาตัวให้รอด คือหลุดพ้นจากความทุกข์ เช่นศึกษาและปฏิบัติกรรมฐาน การจัดการศึกษาแบบนี้เป็นการจัดให้เฉพาะตัวบุคคล ได้ประโยชน์เฉพาะตัว ใครทำใครได้ และเอาตัวรอดได้ โดยจะเรียนตามอัธยาศัย เรียนจากตำรา หรือจากครูอาจารย์ก็ได้

การจัดการศึกษาเพื่อพระศาสนา

การจัดการศึกษาเพื่อพระศาสนา   คือจัดหลักสูตรให้เป็นประโยชน์ในเชิงธำรงรักษาเนื้อหาสาระหรือแก่นสารพระศาสนาเข้าไว้ ได้แก่ การเรียนนักธรรมและบาลี หลักสูตรที่ใช้เรียนก็มีเนื้อหาที่มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า โดยนำพระไตรปิฎกและหลักธรรมต่างๆ มาย่อแล้วเรียนกัน เรียนเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา เรียกกันว่าเรียนพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธศาสนาดำรงคงอยู่และสืบต่อมาได้ทุกวันนี้โดยไม่สูญหายหรือผิดเพี้ยนไป และมีการสืบทอดพัฒนาตลอดมาก็เพราะได้อาศัยการศึกษาเล่าเรียนแบบนี้

การจัดการศึกษาเพื่อสังคม

การจัดการศึกษาเพื่อสังคม   การศึกษาแบบนี้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือสังคมคือลูกชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา กล่าวคือสมัยแรกๆ รัฐไม่สามารถจัดการศึกษาได้ทั่วถึง ทำให้ลูกชาวบ้านผู้ใฝ่รู้แต่ยากจนไม่มีโอกาสได้เรียน จึงอาศัยมาบวชเป็นสามเณรจึงได้เรียน การเรียนแบบนี้เรียกกันว่า "พระปริยัติธรรมแผนกสามัญ" คือเรียนวิชาทางโลกควบคู่กันไปกับเรียนทางธรรมตามแบบที่ ๒ เมื่อเรียนจบแล้วก็สึกหาลาเพศไป และสามารถใช้ความรู้ไปประกอบอาชีพเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไปได้ การจัดการศึกษาแบบนี้จึงเป็นการช่วยเหลือสังคมหรือผลิตคนที่มีคุณภาพให้สังคมได้ทางหนึ่ง

ยังมีการจัดการศึกษาอีกประเภทหนึ่งที่นับเข้าในระดับนี้ คือมหาวิทยาลัยสงฆ์ มี ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งสองแห่งนี้สอนระดับปริญญา พื้นฐานของภิกษุสามเณรที่จะเข้าเรียนต้องผ่านการศึกษา ๓ ระดับข้างต้นมาก่อน การจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพื่อผลิตพระบัณฑิตออกไปรับใช้พระศาสนาและช่วยเหลือสังคม คือเมื่อเรียนกันจบแล้วหากยังบวชอยู่ไปก็รับใช้ พระศาสนา หากสึกออกไปก็ไปรับใช้สังคม เป็นประโยชน์ต่อสังคม

สำหรับการจัดการศึกษาสงเคราะห์ หมายถึง การจัดการศึกษาให้แก่เยาวชน เป็นการดึงเยาวชนเข้ามาเรียนในวัด มีพระเป็นผู้สอนหรือควบคุมดูแลใกล้ชิด โดยเปิดวัดให้เป็นโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นโรงเรียนการกุศลของวัด เป็นศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ ระบบนี้คณะสงฆ์ทำมาก่อนจะมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ แต่เมื่อพระราชบัญญัตินี้ออกมาก็จะเอื้อประโยชน์แก่การจัดการศึกษาระบบนี้ให้มีความ เข้มแข็งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้รับผลมากขึ้น มีประโยชน์มากขึ้น ตามพระราชบัญญัติระบุว่าวัด สามารถจัดการศึกษาโดยนำเด็กเข้ามาเรียนในวัดได้ รัฐจะสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งการจัดการสงเคราะห์ เรื่องการศึกษาแก่เยาวชนอย่างนี้วัดจำนวนมากก็จัดทำดำเนินการกันอยู่แล้วไม่น้อย กระจายอยู่ทั่ว ประเทศ นับร้อยนับพันแห่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะที่วัดราชโอรสารามทำมานานแล้ว แต่ทำในรูปของการส่งพระไปสอนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในวัด นำนักเรียนเข้ามาในวัดนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด ปฏิบัติกรรมฐาน ใช้เวลา ๒ คืน ๓ วัน จัดเป็นรุ่นตลอดทั้งปี เวียนกันไป และต้องทำอย่างนี้คนละ ๑ ครั้งต่อปี นอกจากนั้นยังกำหนดให้นักเรียนเรียนธรรมศึกษาและสอบกัน ปรากฏว่าก่อนจบ ม.๖ มีนักเรียนสอบได้ชั้นธรรมศึกษาเอกจำนวนไม่น้อย การทำแบบนี้เป็นการนำเด็กเข้าวัดและนำให้ห่างยาเสพติดที่ห่วงกันอยู่ได้ด้วย

ขณะนี้มีการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยเน้นการสอนศาสนากับการปฏิรูปการเรียนรู้ สามารถใช้กระบวนการดังกล่าวข้างต้น ไปใช้ได้เลย  (พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) แต่ก็มีข้อแม้อยู่ คือตามปกติวัดก็มีขอบเขตจำกัดของวัด ทางพระจะไปเรียกร้องมากขอมากก็ไม่ได้ แม้อยากจะทำอยากจะช่วยแต่ไม่มีโอกาสก็ทำไม่ได้ ก็อยู่ที่รัฐจะเปิดโอกาสให้ โรงเรียนจะเปิดโอกาสให้ วัดเปิดอยู่แล้ว จะพบกันครึ่งทางก็ได้ คือวัดเปิดให้เด็กเข้ามาเรียนรู้ในวัด หรือโรงเรียนเปิดโอกาสให้พระที่มีความรู้เข้าไปสอนในโรงเรียน ก็เป็นอันสำเร็จทั้งนั้น ในขณะนี้บางวัดสถานที่อาจจะยังไม่พร้อมเพราะยังไม่ทราบโครงการ แต่ก็สามารถจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กได้ตามแบบการเรียนสมัยใหม่ สำหรับบางวัดมีความพร้อม เช่นที่โรงเรียนวัดราชโอรส ห้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนาทำไว้อย่างดี ติดแอร์และปูพรมให้ มีพระไปสอน นั่งเรียนกันกับพื้นแบบธรรมชาติวิธีหนึ่ง บางวัดบางแห่งจัดบรรยากาศสำหรับการเรียนรู้พระพุทธศาสนาได้ยอดเยี่ยมมาก นั่งเรียนกันภายใต้ต้นไม้ที่ร่มรื่น เงียบสงบ บรรยากาศดี อย่างนี้ถ้ารัฐสนับสนุนให้ดี โรงเรียนทำความตกลงกับวัดให้ดีก็จะสามารถช่วยเหลือเด็กช่วยเหลือระบบการเรียนรู้ยุคปฏิรูปการศึกษาได้ดีทีเดียว

ที่ผ่านมาการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นไปแบบตามมีตามเกิด งบประมาณไม่เพียงพอ ต้องช่วยเหลือตัวเองมาก ผลจึงออกมาไม่ได้มากเท่าที่ควร แต่คิดว่าเมื่อมีการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งกำหนดไว้ว่ารัฐต้องสนับสนุนงบประมาณ การจัดการศาสนศึกษาคงได้รับงบประมาณเต็มเม็ดเต็มหน่วย พระสงฆ์ที่ท่านจัดการศึกษาและรักการศึกษาท่านก็หวังและรอคอยตรงจุดนี้กันอยู่

ที่ผ่านมาโรงเรียนที่สอนศาสนา  สอนเฉพาะทฤษฎี อยากให้เน้นสอนการปฏิบัติให้มากขึ้น เพราะบางครั้งเด็กก็ไม่เข้าใจคำสอนบางคำ และอยากให้สอนวิปัสสนาในภาคปฏิบัติไม่ใช่ด้านปริยัติอย่างเดียว 

 แต่พระสงฆ์เองก็มีข้อจำกัดในการไปสอนในโรงเรียนโดยเฉพาะการสอนกรรมฐาน คือพระสงฆ์มีไม่พอที่จะเข้าไปสอนในโรงเรียนทุกแห่งได้ ภิกษุสามเณรในแต่ละปีมีประมาณ ๓ แสนรูป แต่เป็นพระผู้ใหญ่ที่ทำงานคณะสงฆ์บ้าง เป็นพระชราภาพบ้าง กำลังศึกษาเล่าเรียนเองบ้าง เป็นสามเณรเล็กๆ บ้าง ที่มีศักยภาพและมีเวลาพอที่จะไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ได้ก็มีเป็นหมื่นรูปเท่านั้น แต่โรงเรียนในประเทศทุกระดับมีมากกว่านั้นอีก ดังนั้นจำต้องผลิตพระสงฆ์ที่เป็นครูสอนให้มากขึ้น พระที่เรียนจบการศึกษาก็ใช่ว่าจะเป็นครูสอนได้ทุกรูป เพราะยังมิได้เรียนรู้หลักการสอนโดยเฉพาะเลย แม้ให้ท่านไปสอนก็คงสอนไม่ได้ดีเท่ากับพระที่เรียนรู้หลักการเป็นครูมาแล้ว เหมือนผู้ที่เรียนเก่งจบปริญญามาก็ใช่ว่าจะสามารถเป็นครูที่ดีได้ทุกคนไป ข้อนี้ก็ต้องอาศัยรัฐเข้าไปช่วยเหลือโดยการจัดสรรงบประมาณสำหรับสร้างพระสงฆ์ที่มีคุณภาพให้มากขึ้น แม้ทางคณะสงฆ์จะทำอยู่ก็ยังไม่พออยู่ดีเนื่องจากต้องใช้ทุนรอนมาก เมื่อของพระไม่พอก็ต้องพึ่งรัฐบ้าง ทั้งนี้ก็ทำเพื่อรัฐนั่นเอง โดยอาศัยพระเป็นผู้ช่วย

สำหรับการสอนวิชาจริยธรรมและวิชาวิปัสสนาแก่เด็กนั้น เป็นสิ่งที่ดีมาก  การที่จะทำให้เด็กดีมีคุณภาพตามอุดมการณ์ที่ว่า "เก่ง ดี มีความสุข" นั้น "ดี" จะต้องมาจากกรรมฐาน ต้องเริ่มต้นที่กรรมฐานคือต้องฝึกฝนจิตก่อน ถ้าจิตของเด็กสงบได้ อ่อนลงได้ เก่งก็จะตามมา เพราะเขาจะมีสมาธิในการเรียนมากขึ้นและไม่ติดอบายมุขทั้งหลาย และคำว่า "ดี" ในที่นี้ไม่ได้หมายความเพียงเป็นคนที่มีความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตน มีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว แต่ต้องดีเพราะผ่านกระบวนการฝึกจิตมาแล้ว ถ้าจิตของเด็กอ่อนลง สมาธิก็แข็งขึ้น เก่งก็จะตามมา ดี และความสุขก็จะตามมา การศึกษาในอดีต ดูเหมือนว่าจะหลงทางกันมานานแล้ว คือไปเน้นที่ความเก่ง เน้นแต่คนเก่ง จึงพยายามสร้างเด็กให้เรียนเก่ง คนเก่งจึงมีมาก คนดีก็มีเหมือนกัน แต่เป็นดีที่มีคุณธรรมภายนอกคือกิริยามารยาท มิได้เน้นพัฒนาจิตภายในหรือจิตวิญญาณ ดังนั้นการศึกษาสมัยใหม่ควรจะได้เน้นเรื่องการฝึกจิตให้มาก เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเน้นเพียงให้ดีภายนอกอย่างเดียวก็อาจจะดีได้ไม่ตลอด ต่อไปเมื่อเจอสิ่งแวดล้อมที่ยั่วยุจิตเข้าก็จะควบคุมจิตไม่ได้ดีก็จะลบเลือนหรือกลายเป็นอื่นไป

การที่จะให้พระสงฆ์เข้าไปสอนในโรงเรียนเห็นด้วยมาก แต่จะต้องระวังเรื่องการควบคุมความประพฤติของเด็กๆ ต่อพระสงฆ์ให้อยู่ในกรอบที่ดีงามด้วยและควบคุมพระสงฆ์ผู้เข้าไปสอนในโรงเรียนด้วยเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นพระหนุ่มวัยรุ่น อันนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมและกิเลสตลอดถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ต้องควบคุมกัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือต้องควบคุมที่จิตก่อน ทั้งครูและนักเรียนต้องฝึกฝนเรื่องจิตโดยต้องปฏิบัติกรรมฐานให้ จิตสงบ ให้มีสติทุกเมื่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย ปัญหาที่วิตกกันก็จะคลี่คลายลงได้

การจัดการศึกษาด้านศาสนาควรพัฒนาบุคลากรก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการพัฒนาครูผู้สอน การพัฒนาหลักสูตรถ้ามีเนื้อหาวิชาการมากเกินไป นักเรียนจะไม่อยากเรียน การจัดการศึกษาด้านศาสนาจะต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ ผู้สอนก็ต้องมีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะ เพราะวิชาการด้านศาสนาเป็นวิชาเฉพาะทาง มิใช่สอนกันได้ทุกคน ที่กล่าวนี้มิใช่ดูแคลนครูที่สอนวิชาศาสนาอยู่ ที่บางท่านสอนไม่ได้ดีหรือสอนให้เด็กรู้เรื่องไม่ได้ ทำให้เด็กไม่อยากเรียน มิใช่อยู่ที่หลักสูตรมีเนื้อหามากเกินไป แต่เนื่องมาจากครูผู้สอนไม่มีพื้นฐานวิชาด้านศาสนาหรือวิชาศีลธรรมมากนัก ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนมีความรู้พอๆ กัน คืออ่านจากตำราไปพร้อมๆ กัน

                สิ่งที่รัฐควรดำเนินการ ๒ อย่างคือ

                ๑. ให้มีการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถาบันการศึกษาระดับสูง เพื่อผลิตบัณฑิตทางพระพุทธศาสนาให้มากขึ้น มหาวิทยาลัยสงฆ์และสำนักเรียนต่างๆ ที่ผลิตพระในระดับนี้ยังไม่สามารถผลิตได้มากตามที่ต้องการ จำต้องอาศัยสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่รัฐจัด
                ๒. ขอให้รับครูที่เรียนจบวิชาพระพุทธศาสนาไปสอนในโรงเรียนทุกระดับ คือผู้ที่จะสอนวิชาศีลธรรมหรือวิชาพระพุทธศาสนานั้นขอให้เป็นครูที่เรียนจบตามข้อ ๑. เท่านั้น คล้ายกับให้เป็นอนุศาสนาจารย์ประจำโรงเรียนเหมือนกับอนุศาสนาจารย์ของทหาร โดยกำหนดคุณสมบัติพิเศษ ไม่เหมือนอาจารย์ทั่วไป จะเรียกว่า "ครูอนุศาสนาจารย์" หรือเรียกอย่างอื่นก็ได้ ครูอนุศาสนาจารย์นี้จะทำหน้าที่ทั้งเป็นครูผู้สอนวิชาศีลธรรม เป็นครูตัวอย่างด้านจริยธรรมให้แก่ครูและนักเรียนได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ แนะนำทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจได้ ครูประเภทนี้อยากให้มีในทุกโรงเรียน แต่ก็ต้องคัดเลือกกันพอสมควร เหมือนกับทางทหารเขาคัดอนุศาสนาจารย์ประจำกองทัพ มิใช่จะเป็นได้ทุกคน แต่เมื่อเข้าประจำการแล้วก็จะได้รับการนับถือจาก ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งกองทัพ

 แต่ปัจจุบันหลักสูตรวิชาศาสนานั้นมีเนื้อหามากเกินไปนักเรียนจะไม่อยากเรียน ยิ่งมีเนื้อหาที่ต้องให้ท่องจำมากๆ นักเรียนอาจเกลียดวิชาศาสนาไปเลย  การกำหนดหลักสูตรวิชาศาสนามีความเห็นว่าไม่ต้องมากนัก และไม่ต้องเน้นศัพท์แสงหรือความหมายมากนัก แต่ควรเน้นวิธีปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นหลัก เมื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่ปฏิบัติไปนั้นมีชื่อเรียกทางศาสนาว่าอย่างไร ก็เป็นอันใช้ได้ทั้งนั้น คิดว่าต่อไปหลักสูตรวิชาศาสนาคงจะไม่เน้นเนื้อหามากเกินไปเหมือนสมัยก่อนๆ แต่จะเน้นข้อเท็จจริงหรือแนวทางที่นักเรียนสามารถเห็นเป็นรูปธรรมและสามารถทำตามได้ในชีวิตประจำวัน หากเป็นเช่นนี้ได้วิชาศาสนาก็จะทำให้เด็กอยากเรียน เรียนด้วยความสุข ไม่ใช่เรียนเพราะถูกบังคับให้เรียนเพื่อสอบเอาคะแนนเท่านั้น ซึ่งก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดมากนัก และอาจก่อให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาศาสนาไปเลยก็ได้

แนวโน้มการจัดการศึกษาของพระสงฆ์

                การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ในอนาคตควรประกอบด้วยการจัดการศึกษา ที่คำนึงถึงหลักการ ๔ ประการ ได้แก่  ความคาดหวังของสังคมต่อบทบาทของสถาบันสงฆ์  ความต้องการการศึกษาของคณะสงฆ์   ความสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของชาติตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตลอดจนร่วมอยู่ในระบบการจัดการศึกษาของชาติไม่แยกส่วนเฉพาะสงฆ์ โดยมีผู้แทนสงฆ์เข้าร่วมอยู่ในคณะกรรมการการศึกษาทุกระดับ อันจะช่วยเอื้อประโยชน์ต่อความเป็นเอกภาพเชิงนโยบายในการจัดการศึกษา และใช้ทรัพยากรทางการศึกษาอย่างได้ประโยชน์สูงสุด รวมทั้งบรรลุจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาเชิงความรู้คู่คุณธรรม 
ในด้านหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ควรจำแนกหลักสูตรออกเป็น ๓ ประเภท ตามสภาพของผู้เรียน การสร้างหลักสูตรควรดำเนินการโดยคณะผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ โดยคำนึงหลักการจัดการศึกษาทั้ง ๔ ประการ ร่วมกับภิกษุภาวะและวินัยสงฆ์   ในด้านการปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ หน่วยงานผู้ดูแลควรเตรียมการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาตามโครงการศึกษาของชาติ พัฒนาบุคลากรวิชาชีพ สร้างความมั่นคงและสวัสดิการแก่บุคลากร
               
 แนวโน้มการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา
               
 ผศ.พระครูสุนทรธรรมโสภณ (๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๙) กล่าวว่า              เรื่องของมหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบหรือที่เรียกว่า มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้นจะมีผลดีผลเสียอย่างไร คำว่าออกนอกระบบนั้นคืออย่างไรเป็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ  และผู้เขียนเองได้พยายามติดกระแสแนวคิดนี้จากบทความทางวิชาการ แนวคิดจากนักวิชาการมานาน  และคราวใดได้เจอครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หากสบโอกาสเหมาะก็จะพยายามสอบถามความคิดเห็นเสมอ  รวมไปถึงสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษา ตลอดทั้งสอบถามความห่วงใยของพ่อแม่ผู้ปกครอง แม้จะเป็นการสอบถามสนทนา    พูดคุยแบบไม่เป็นกิจลักษณะเพื่อนำมาสะสมความคิดเห็นและวิเคราะห์เนื้อหาของความคิดเห็นนั้นมาเป็นระยะ ๆ จึงต้องการเสนอความคิดเห็นต่อสาธารณะชนให้รับทราบ

เท่าที่ผ่านมาการผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัย ในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่  มุ่งเน้นไปที่ความเลิศทางวิชาการ  มุ่งความเป็นอิสระทางวิชาการ (Freedom  Academic)บางแห่งก็เน้นวิชาการแบบไม่มองบริบทรอบข้างอันเป็นฐานวิถีชีวิตแห่งตน หรือที่เรียกว่าวัฒนธรรมของสังคมแห่งตน  อันนี้รวมไปถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ด้วย   เพราะมหาวิทยาลัยของพระสงฆ์  โดยวัตถุประสงค์พื้นฐานแล้วเน้นในวิชาการด้านพระพุทธศาสนา มุ่งให้เป็นแหล่งค้นคว้า วิจัยในทางวิชาการ ด้านพระพุทธศาสนา  เพื่อให้สามารถที่จะนำไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ทั้งในและต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้  เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประชาชน  เป็นสถาบันหลักที่ต้องเตือนสติทางสังคม (Social  Reminder)ในคราวที่สังคมเพลี่ยงพล้ำเดินผิดทาง  หรือเพื่อป้องกันมิให้สังคมเดินไปในทิศทางผิดพลาด  อันจะก่อให้เกิดปัญหาและนำความหายนะมาสู่สังคมและต่อสถาบันชาติ   สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นสถาบันหลักของสังคมไทย

ด้วยฐานคิดแบบธุรกิจทางการศึกษา มองความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ มากกว่าความคุ้มทุนทางสังคม  ปัจจุบันมหาวิทยาลัยสงฆ์ได้ขยายวิทยาเขตไปทั่วประเทศ และเปิดรับให้ฆราวาสเข้าเรียนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องไม่เสียหายอะไร  แต่ถ้าหากลืมพระสงฆ์สามเณร  อันเป็นวัตถุประสงค์หลักของการสถาปนามหาวิทยาลัยสงฆ์ นั่นหละคือความไม่ถูกต้องกำลังจะเกิดขึ้น เพราะขัดต่อเจตนารมย์ของมหาวิทยาลัย  ถูกอำนาจทุนนิยมบริโภคนิยมครอบงำโดยสิ้นเชิง เก็บค่าหน่วยกิตกับพระเณรแพงขึ้น ก็เท่าเป็นการกีดกันการศึกษาพระสงฆ์สามเณรทางอ้อม
                
มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง หากไม่สำนึกตระหนักและปล่อยให้การศึกษาของสงฆ์ไว้อย่างที่เป็นอยู่จะมีแต่ทรงกับทรุด ยิ่งรัฐบาลอุดหนุนจุนเจือด้วยอามิสเงินทองและรับรองปริญญาบัตร ดูจะเป็นโทษยิ่งกว่าเป็นคุณ  เพราะจะนำเข้าสู่ความเป็นโลกมากขึ้น จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชการ หรืออำนาจนิยม(โทสจริต) กับของวัฒนธรรมแบบบริโภคหรือทุนนิยม(โลภจริต)มากยิ่งขึ้น โดยการศึกษาที่เดินเข้าหาฝรั่งมากเพียงไร ก็เป็นไปเพื่อเพิ่มอัตตานุปาทานและเป็นการเรียนอย่างอวิชชา(โมหจริต)มากขึ้นทุกที  เพราะหากตกอยู่ในภาวะอย่างนี้แล้วโอกาสที่จะเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะของผู้เตือนสติทางสังคม(Social  Reminder) ก็เป็นไปได้ยาก

กระแสของอุดมศึกษาของโลก

ปัจจุบันกระแสของการศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตกอยู่ภายใต้กระแสของโลกาภิวัตน์ (Globalization) ซึ่งจะตั้งใจรับหรือไม่ตั้งใจรับมันก็จะมาเองโดยไม่ต้องเชิญ  กระแสนั้นแบ่ง ๖  กระแสหลักได้แก่

๑.  กระแสของเพื่อคนส่วนใหญ่ หรือที่เรียกว่า Massification  หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Universilization ที่ถือว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาควรจะต้องจัดเพื่อให้คนส่วนใหญ่ของสังคม  หมายความว่าทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน  หรือจัดให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ  เป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของบุคคลที่จะได้รับ  เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดให้ ในลักษณะอย่างนี้เราจะเห็นแนวโน้มการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างในสหรัฐอเมริกา ในญี่ปุ่น   ยุโรปนั้น  ของเขาอาจเรียกได้ว่าก้าวสู่ Mass Education แล้ว นั่นคือคนของเขาที่จบชั้นมัธยมศึกษาได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา    ๘๐ – ๙๐ %   ซึ่งในสังคมไทยเราจะเห็นมหาวิทยาเปิดมากขึ้น  มีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น อย่างตามมหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  มหาวิทยาลัยราชภัฏ เปิดโครงการพิเศษขึ้น  รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ มี Campus มากขึ้นและเปิดโครงการพิเศษกันมากขึ้น 

๒.  กระแสของความเป็น Privatization  หรือบางทีเรียกว่า Corporatization หรือ Corporate  และที่เราได้ยินกันเสมอก็คือ Autonomous  University  นั่นเอง  นั้นก็คือการที่จะพยายามจะจัดการและดูแล และดำเนินการให้การศึกษาระดับอุดมศึกษามีลักษณะที่ดี  ดำเนินการในรูปแบบของเอกชน ในรูปแบบของคณะกรรมการ ในรูปแบบที่ให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระ มีความคล่องตัวในการจัดการบริหาร  ไม่เป็นระบบราชการ   แนวคิดอันนี้มีความหลากหลาย  เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าแบบอย่างอันนี้นั้นที่จริงแล้วเป็นแบบอย่างที่มาจากสหรัฐอเมริกา  ระบบของอเมริกานั้นถือว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นธุรกิจ  มีการบริหารในรูปของคณะกรรมการ  จากกระแสแนวคิดนี้แบ่งออกเป็น  ๓  วิธีย่อย คือ

                ๒.๑  เป็นลักษณะเอกชนเต็มตัว   มีการจัดการบริหารแบบมหาวิทยาลัยเอกชน  หาเงินแบบเอกชน  นักศึกษาต้องจ่ายแพงขึ้น  เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องหาเงินมาสำหรับใช้จ่ายเองโดยตรง  รัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยมาก   นี้เรียกว่าการบริหารจัดการเป็นแบบเอกชนเต็มรูปแบบ

                   ๒.๒ เป็นลักษณะการบริหารมีความเป็นอิสระ  โดยมีคณะกรรมการดูแล ที่เรียกว่า  Corporate  ก็คือคณะกรรมการดูแล  แต่ด้านการเงินหรืองบประมาณยังเป็นของรัฐอยู่เป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลเองยังให้เงินมาแต่ให้เงินมาค่อนข้างอิสระและรัฐมีมาตรการมาดูแล โดยให้มีคณะกรรมการมาดูแลการเงินนั้น  รูปแบบนี้หลายส่วนยังค่อนข้างเป็นราชการ

                   ๒.๓  เป็นลักษณะ Autonomous  University  มหาวิทยาลัยค่อนข้างเป็นอิสระ นั่น คือให้มหาวิทยาลัยมีสิทธิที่จะตัดสินใจดำเนินการดูแลภายใต้จุดมุ่งหมาย กระบวนการ วิธีการของมหาวิทยาลัยเอง  แต่รัฐยังให้เงินดูแลในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายหลัก ๆ  และมหาวิทยาลัยเองก็มิสิทธิที่จะหาเงินเข้ามาสมทบได้ การบริหารจะไม่ใช่แบบปกติ หากเป็นการบริหารภายใต้กรอบของมหาวิทยาลัย รัฐจะดูแลเงินในระดับหนึ่งที่เป็นพื้นฐาน

          ๓. กระแสของความเป็น  Marketization  คือทำให้มหาวิทยาลัยเป็นระบบการตลาด  เป็น Competition มีการแข่งขัน และเป็นระบบ Consumerlization  คือการจัดการบริหารสนองประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ  ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังเดินและปรับทิศทางให้สอดคล้องกับควมต้องการของตลาดเป็นหลักสำคัญ  นั่นคือในสาขาวิชาที่เปิดสอนต้องเป็นสาขาวิชาที่ตลาดต้องการ ในแต่ละหลักสูตรต้องจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับตลาดต้องการ  และบัณฑิตที่จบออกไป ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่ตลาดต้องการ  ตลาดต่อตลาดก็มีการแข่งขันกัน  ให้มหาวิทยาลัยเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง

          ๔.  กระแสของความมาตรฐาน Standardization  คือเมื่อมีการแข่งขันเต็มที่แล้ว พอไปถึงระดับหนึ่งก็จะมีการประกาศลดราคา  มีการลดแลกแจกแถม เพื่อแย่งลูกค้ากัน  การลดราคาทางการศึกษา  หมายถึงการลดคุณภาพลง  มาเรียนกับฉันจบแน่  ตามที่พูดกันเสมอว่า “จ่ายครบต้องจบแน่”  ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก  เราจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการโฆษณากันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  ไม่แตกต่างอะไรกับห้างสรรพสินค้า  ด้วยเหตุนั้นก็จะเกิดกระแสที่เราเรียกว่า Standardization  หรือกระแสของคุณภาพ Quality  กระแส  Excellent  นั่นคือ ทั่วโลกให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพ เรื่องมาตรฐาน เรื่องความเป็นเลิศ ของการอุดมศึกษา  การประกันคุณภาพการศึกษาจึงมีอยู่ทั่วโลก
         
 ๕.  กระแสของ Globalization หรือ  Internetionlization หรือไม่ก็เรียกว่า Virtualization ทั้งสาม คือ Globalization หรือ  Internetionlization หรือ  Virtualizationและเรียกอีกว่า Networking  ทั้งสามคำนี้เป็นระบบของโลกาภิวัตน์   เป็นระบบนานาชาติ  ระบบเครือข่ายของ Globalization คือทำให้โลกทั้งโลกเป็นโลกใบเดียวกัน คือการศึกษาจะต้องสื่อสารถึงกันทั่วโลก  เดิมเป็น Internationlization.  ความแตกต่างอยู่ที่ว่าเป็น Inter. Internationlization. หมายความว่า Nation ต่อ Nation ยังมีอยู่ แล้วก็มามี Inter  มาเกี่ยวข้อง  แต่ขณะนี้มันไม่มี Nation เพราะมันกลายเป็น Global มันสามารถสื่อสารถึงกันได้ แต่ก่อนเวลาติดต่อผ่านต้องติดต่อผ่านประเทศแต่ละประเทศเข้ามาก่อน  ขณะนี้คนแต่ละประเทศไม่ต้องติดต่อผ่านแล้วสามารถโยงถึงกันได้เลย Globalization  เริ่มเมื่อไร แนวคิด Globalization จริง ๆ เริ่มเมื่อกำแพงเบอร์ลินถูกพังลง เพราะเดิมมันผ่านกำแพงไม่ได้ เหตุเพราะความเป็นชาติคอมมิวนิสต์อยู่ พอค่ายคอมมิวนิสต์พังลงมาเท่านั้นสื่อสารทั้งหมด ความเป็น Globalization เกิดขึ้นมาอย่างชัดเจน  ต่อไปมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะจัดการในเรื่องของหลักสูตร  การเรียนการสอน  อาจารย์ อาจเรียนและสอนร่วมกัน ทำงานร่วมกัน เพราะความเป็น Globalization ไม่มีขั้นตอนของความรู้  คณาจารย์และนักศึกษามีการแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างหลากหลายและรวดเร็ว  ตรงนี้เองที่ทำให้การศึกษาเปลี่ยนแปลง เพราะความรู้มันไปรวดเร็วเหลือเกิน

๖. กระแสของ Technologilization หรือกระแสของ Technology  และกระแสของ Technologilization และจะเป็นกระแสที่มีความสำคัญมาก  เพราะความเติบโตของ Technology นี้เองที่ทำให้กระแสของนานาชาติเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว  ความเป็น IT ,ICT, Information และ Communication Technology ทำให้  Massification  มันกว้างขวางออกไป เรียนทางทีวี  เรียนทางวิทยุ   ทาง Electronic  หรือที่เรียกว่า  E – Learning  ทำให้ระบบการจัดการสมัยใหม่เข้ามาได้ มันทำให้ระบบตลาดเป็นไปอย่างกว้างขวาง ทำให้นานาชาติเกิดขึ้น IT มีทั้งของมันเองที่มันกลายเป็น Virtual University กลายเป็นมหาวิทยาลัยเสมือน Virtual Library ห้องสมุดเสมือน Virtual  Classroom  ห้องเรียนเสมือน

              กระแสต่าง ๆ เหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในการศึกษาระดับอุดมศึกษาภายใต้กระแสของโลกาภิวัตน์ (Globalization) และกระจายไปยังประเทศต่าง ๆ มากขึ้นแต่ละประเทศก็จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  แต่ละประเทศคงหลบเลี่ยงระบบนี้ไปไม่ได้
                ขณะนี้มหาวิทยาลัยในประเทศไทย  มีการประกาศข่าวทางการศึกษา  รับสมัครทางอินเตอร์เน็ต  ค้นคว้าหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ต งานวิจัย   วิทยานิพนธ์ลงในอินเตอร์เน็ต และ  Web site  สถานศึกษา ครูอาจารย์ และเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับประถม  มัธยมเขาหาข้อมูลทำรายงานทาง Internet กันทั้งนั้น

          แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่มั่นใจว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยกำลังเดินตามกระแสใดในจำนวน ๖  กระแสหลักของมหาวิทยาลัยทั่วโลกนั้น แต่เกรงว่าอ้างความเป็น Massification  หรือที่เรียกอีกอย่างว่าUniversilization อ้างเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม โดยต้องการจะเป็น Privatization หรือเรียกว่าCorporatization หรือCorporate และนั่นก็คือ Autonomous  University  นั่นเอง   แต่มีเป้าหมายจะเดินไปสู่ความเป็น Marketization  คือทำให้มหาวิทยาลัยเป็นระบบการตลาด  เป็น Competition มีการแข่งขันกันในเชิงการตลาด เป็นการศึกษาที่ส่งเสริมหรือกระตุ้นโลภะให้กระเพื่อมมากขึ้น นั่นหมายถึงการศึกษาที่ผลิตนักบริโภคนิยม และเป็นระบบ Consumerlization  คือการจัดการบริหารสนองประโยชน์ของลูกค้ากลุ่มทุนนิยมเป็นสำคัญ  ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังเดินและปรับทิศทางให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแบบสังคมบริโภคนิยมอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่อิสรภาพที่ไม่มีคุณภาพ

                มีกรณีตัวอย่างให้เห็น อย่างการกระจายอำนาจออกสู่ท้องถิ่น  มีองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น  เจตนาเพื่อให้มีการกระจายบริหารจัดการออกสู่ท้องถิ่น  เพื่อให้การจัดการบริหารโดยคนในท้องถิ่น  เพื่อคนในท้องถิ่นได้คิด ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นของเขา  มีความรักหวงแหนในวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น  จะได้จัดการบริหารโดยคนในท้องถิ่นอย่างอิสระ   แต่ประเด็นที่ควรระวัง  วิธีคิดของคนในองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น  กลับไม่มีความเป็นอิสระ  ความคิดยังถูกจำจองพันธนาการด้วยโซ่ตรวนร้อยรัดทางจิตวิญญาณ  มีความเป็นไปแบบระบบราชการในฐานะความช้าในการตัดสินใจ  หลายขั้นตอน  วิธีคิดที่สวามิภักดิ์ต่อส่วนกลาง  อยากให้เป็นแบบส่วนกลาง  อยากเป็นระบบราชการ แล้วอยากกระจายการบริหารงานออกไปทำไม  น่าสนใจ ประเภทตัวเป็นไทแต่ใจเป็นทาส

ด้านการเมืองไทยมีปัญหาความมั่นคงของคณะรัฐบาล  มีการอภิปรายกันไปกันมา  นักการเมืองย้ายพรรคง่าย  ขายตัวคล่อง  นักลงทุนทั้งต่างชาติและในชาติเดียวกันขาดความมั่นใจในความไม่แน่นอนของคณะรัฐบาล  ไม่แน่นอนในนโยบายของรัฐที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา  ต่อมามีการออกพระราชบัญญัติเพื่อให้นักการเมืองย้ายพรรคยากขึ้น   ให้คณะรัฐบาลมีความมั่นคง  อภิปรายซักฟอกรัฐมนตรียากขึ้น  โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี  ในที่สุดก็เกิดปัญหาใหม่ ที่สืบเนื่องจากความมั่นคงของรัฐบาล  เพราะไม่ได้มั่นด้วยการทำความดี ความถูกต้อง  แต่กลับร่วมหัวกันทั้งคณะรัฐบาลโกงบ้านโกงเมือง  ทำให้บ้านเมืองกลายเป็นบริษัทที่คณะบุคคลเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์  ชาติล่มจมแต่คณะบุคคลรวยขึ้น “ประเทศชาติยากจน ประชาชนเป็นหนี้ ที่รวยอยู่ไม่เพียงกี่ตระกูล” และทำให้อาจารย์ที่เก่ง ๆ  นักกฎหมายที่เก่ง ๆ ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และรวมทั้งนักการเมืองที่ดีตลอดทั้งผู้บริหารที่ดีพลอยเสียผู้เสียคนมากต่อมาก เพราะได้ผู้นำประเทศที่มีจิตใจขาดศีลธรรมเข้ามาบริหาร  ให้เกิดเป็นความมั่นคงคู่กับความไม่ดี  กว่าจะกำจัดออกไปได้เมืองไทยต้องกลับย้อนยุคไปใช้กระบอกปืนอีกครั้ง  จึงเกิดเหตุการณ์ ๑๙  กันยายน ๒๕๔๙ ขึ้น นี้เป็นประวัติศาสตร์อีกย่อหน้าหนึ่งของสังคม

               ที่ยกมากล่าวเพื่อให้เห็นว่าความมีอิสรภาพโดยระบบ แต่ได้คนที่ไม่มีคุณภาพไปใช้ในระบบนั้นมันเสี่ยงภัยมาก  ความคล่องตัวในทางที่ไม่ดี เหมือนเรื่องที่กำลังพูดถึงกัน คือมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  โดยเจตนาก็เพื่อต้องการให้เกิดความคล่องตัวในการจัดการบริหาร  รัฐจะโยนงบประมาณให้เป็นก้อน แล้วไปจัดการบริหารกันเอง โดยรูปแบบของคณะกรรมการ และนอกนั้นไปหางบประมาณเพิ่มเติมเอง ตามแต่คณะกรรมการ หรือตามความรู้ความสามารถของคณะกรรมการ  พูดตรง ๆ หลายฝ่ายไม่มั่นใจในศักยภาพของผู้บริหารมหาวิทยาลัย  ในคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย  เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่ามีอิสระบนฐานคิดอย่างไร  อิสระไปสู่ทิศทางใด เพราะขณะนี้คนในมหาวิทยาลัยคาดว่าจำนวนมากถูกครอบงำโดยค่านิยมแบบสังคมบริโภคนิยม มีแนวคิดเชิงธุรกิจทางการศึกษา มองความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ละเลยความคุ้มทุนทางสังคม เมื่อเป็นเช่นนี้หากให้ความอิสระแบบปล่อยเสือเข้าป่า  เมื่อหิวมาสิ่งที่เสือจะกินก็คือสิ่งอยู่ใกล้ตัวมัน  หมาอยู่ใกล้กินหมา  วัวอยู่ใกล้กินวัว  หากเป็นคณะกรรมการประเภทเสือหิว อะไรที่อยู่ใกล้ก็คือนักศึกษาขึ้นค่าเล่าเรียน  เดือดร้อนผู้ปกครอง  คนยากจนจะโดนตัดสิทธิ์โดยระบบ โดยกระบวนการ  แน่นอนอาจบอกว่าทุกคนยังมีสิทธิเรียนได้  แต่โอกาสที่จะใช้สิทธิ์สิแตกต่าง

ทิศทางการอุดมศึกษาไทย

                มาถึงอีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดถึง และมีความเป็นจำเป็นที่พูด คือเรื่องของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือที่เรียกกันติดปากว่า”มหาวิทยาออกนอกระบบ”  โดยเจตนารมณ์ของการให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบหรือเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น น่าจะต้องการให้การจัดการบริหารมหาวิทยาลัยมีความคล่องตัว  มีความเป็นอิสระทางวิชาการ  ในการจัดการเรียนการสอน หากดูที่เจตนาของตัวหนังสือนั้นล้วนดีทั้งนั้น “แต่เกรงจะเป็นอิสระไม่จริง พอออกนอกระบบก็จะกลายเป็นราชการ ๒  ขึ้นมา คือได้เงินเดือนมากแต่ทำตัวเป็นราชการเหมือนเดิม ถ้าอย่างนี้ยิ่งจะแย่ไปใหญ่”  ไม่ว่าจะเป็นการโอนการศึกษาให้ท้องถิ่น   ให้มีองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น และแม้แต่ให้รัฐบาลมีความมั่นคง  แต่สังคมไทยเป็นอย่างไรกับบทเรียนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมทางความคิดของคนไทยเรา  ระบบความคิดของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประเด็นที่สนใจต่อไป ก็คือ จะมีความเป็นอิสระในลักษณะอย่างไร  มีความเป็นอิสระเชิงการตลาด   เกรงจะให้มหาวิทยาลัยเป็นประดุจศูนย์การค้า  มองเชิงกำไรขาดทุน  ซึ่งความเป็นจริงในปัจจุบันนี้คนในมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งก็มองก็คิดกันแล้ว  อย่างมองความคุ้มทุนก็มองเพียงคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ  แต่ไม่ได้มองความคุ้มทุนทางสังคม  ในที่สุดภาระจะไปตกอยู่กับเด็ก  กับพ่อแม่ผู้ปกครองต้องจ่ายแพงมากขึ้น ลูกยายสี ป้ามี  อ้ายทิดจ้อยหมดสิทธิ์เรียนแน่นอน  “ขณะนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าคนที่ยากจนกับคนมีฐานะดี มีโอกาสทางการศึกษาที่แตกต่างกัน อย่างเรียนที่จุฬา ฯ ๘๐ –๙๐ % ยังเป็นลูกเศรษฐี ส่วนลูกชาวนาชาวไร่ โน่นไล่ไปอยู่อีกกลุ่ม Massification บ้านเราแม้จะเปิดมากขึ้น แต่ยังมีความแตกต่างในด้านของสถาบันเหมือนเดิม มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังรับใช้คนมีฐานะดี รับใช้คนมีเงินอยู่ รับใช้ภาคธุรกิจเอกชน  รับใช้สังคมบริโภคนิยม โดยสยบยอม ทั้งคนเรียนและคนสอนไม่เคยคิดจะออกจากโซ่ตรวนพันธนาการเหล่านี้

                ความจริงมหาวิทยาลัยในระบบที่ดี ที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐนั้นก็เป็นมหาวิทยาลัยสาธารณะที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม เพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม ความจริงแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาบุคลากรสนองความต้องการโดยตรงแก่บริษัทห้างร้าน เพราะความรู้และบุคลากรเหล่านั้นควรถูกผลิตจากมหาวิทยาลัยเอกชนมากกว่า  โดยให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทางเศรษฐกิจ และปล่อยให้บริษัทห้างร้านเหล่านั้นเอาเปรียบสังคมในการปล่อยให้มีการเอางบประมาณที่ควรจะมีไว้ในการพัฒนาประเทศมารองรับการพัฒนาบุคลคลให้เข้าทำงานให้บริษัทห้างร้านที่แสวงหากำไรจากต้นทุนต่ำ ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐควรมองความคุ้มทุนทางด้านสังคมมากกว่า และมองคุณภาพก็ต้องมองด้านคุณภาพทางวิชาการและคุณภาพด้านคุณธรรมจริยธรรม ควบคู่ไปด้วยมิเช่นนั้นสังคมจะไปไม่รอด พอจบไปอยู่องค์กรใด  หน่วยงานใดมันจะโกงบ้านโกงเมือง  องค์กรจะตกต่ำสังคมจะย่อยยับ เพราะเราไม่ได้ผลิตนักสัมมาวิชาการ  ตั้งหน้าตั้งผลิตนักมิจฉาวิชาการเต็มบ้านเต็มเมืองและเต็มโลกในขณะนี้  ประเด็นนี้จะมีความสำคัญมากขึ้นภายใต้ระบบสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์(Globalization) และมีความสำคัญมากขึ้นในโลกอนาคต ประเด็นสำคัญต่อมาจะทำอย่างไรจะให้สถานศึกษาโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา  มองความคุ้มทุนทางสังคมมากกว่าการคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และให้เป็นไป”เพื่อประโยชน์ของชุมชนไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการปลุกจิตสำนึก หรือรักษาจิตสำนึกของชุมชนและเครือข่ายของชุมชนต้องสัมพันธ์กันในการดำรงชีวิต”  เพราะขณะนี้จะมีการละเลยในสิ่งเหล่านี้กันมาก

          หากออกนกระบบแล้วมีความคล่องตัว มีความเป็นอิสระมากขึ้น อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระทางวิชาการ  มีความอิสระทางความคิด  ทำงานวิจัยเพื่องานวิชาการที่บริสุทธิ์(Pure Academic) มุ่งรับใช้งานวิชาการ  เพื่อวิชาการไม่ต้องมัวพะวงจะเอาใจผู้นำประเทศจนขาดความเป็นตัวของตัวเอง เพราะถ้าไม่ทำตามตัณหาของผู้บริหาร งบประมาณก็ได้น้อย ซึ่งเราจะเห็นนักวิชาการ  นักวิจัย  นักกฎหมายเก่ง ๆ เสียคนมากต่อมากแล้วเพราะระบบอย่างนี้

          แต่หากออกนอกระบบมีความคล่องตัว  มีความเป็นอิสระ แต่เป็นความอิสระที่ยังโดนความอยาก (โลภจริต)ครอบงำ ทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นห้างสรรพสินค้า  เป็นสถานที่ส่งเสริมสังคมบริโภคนิยม  ใช้การศึกษาเพื่อแสวงหารายได้  มีความเป็นอิสระในการทำธุรกิจทางการศึกษา ด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ นานา เช่น  รับเด็กเข้ามามาก ๆ  สมมุติว่ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และสาขาวิชาหนึ่งรับเด็กเข้ามา  ๙๐๐ คน ลงทะเบียนเรียนไปได้ ๑  เทอม  สอบตกไป ๕๐๐ คน  สถานศึกษารับเงินลงทะเบียนไปแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองเขาจ่ายเงินไปแล้ว  ต้องขายข้าว ขายเป็ด ขายไก่ ขายหมู  ขายยางพารา ขายมันสำปะหลังไปแล้วทั้ง ๆ ที่โดนกดราคาก็ต้องยอมเพื่อจะได้จ่ายเงินค่าเล่าเรียนให้ลูก แต่แล้วลูกเขาโดนให้ออก  โดยอ้างเรียนไปไม่ไหว แบบนี้ควรเป็นความผิดของใคร   ตัวอย่างลักษณะอย่างนี้ผู้เขียนได้รับทราบจากการสนทนากับอาจารย์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  ท่านให้ความเห็นว่า  หากมีเจตนาที่บริสุทธิ์จริง  ต้องการเด็กมีคุณภาพจริง ควรจัดการเสียตั้งแต่ก่อนเข้ามา เช่นอาจใช้มาตรการทางข้อสอบ  ทำให้ยากขึ้น  คัดเอาไว้เท่าที่จะเปิดจริง  อาจเผื่อไว้เล็กน้อย  มิใช่ให้ออกเป็น ๕๐๐ คนและให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเขาเดือดร้อน ต้องขายข้าวเขียว(ตกเขียว)มาจ่ายค่าลงทะเบียนให้ลูก  เสียค่าชุด  ค่าเช่าที่พักและค่าอื่น ๆ จิปาถะ  อย่างนี้กลโกงซ้ำเติมคนจนมากเกินไปไม่ควรให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง  และแสดงความจริงจังเด็ดขาด  อ้างระเบียบ อ้างเกณฑ์ที่เกิดจากอำนาจนิยม(โทสจริต)ครอบงำ เพราะฐานความคิดที่เห็นแก่ได้จนหน้ามืดตามัว (โมหจริต)เพราะโดนอวิชชาครอบงำ นี้ คือทาสแท้ของ”ระบบธนกิจการศึกษา”กำลังแผ่ขยายครอบงำสังคมโลก เหตุนั้นสังคมไทยควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน  และปรับท่าทีของตนให้เหมาะสมเราจะเกี่ยวข้องกระแสธนกิจการศึกษานี้อย่างไร โดยยึดฐานความเป็นจริงของสังคมไทยเป็นตัวตั้ง  มิใช่ยึดสังคมตะวันตกเป็นตัวตั้ง  แล้วให้สังคมไทยเป็นผู้ตามอย่างที่กำลังเป็นอยู่

                ความเป็นสากล ความเป็นเลิศทางวิชาการและคุณธรรม

          เมื่อพูดถึงความเป็นเลิศทางวิชาการแต่ต้องไม่ละเลยความเป็นเลิศทางคุณธรรม จริยธรรมไปพร้อมด้วย และความเป็นสากลก็ต้องเป็นสากลที่ถูกต้อง เพราะขณะพูดถึงความเป็นนานาชาติ (International)ความเป็นสากล แต่ความสากลนั้นควรยึดตามหลัก ๓ ประการต่อไปนี้
          ๑. ความจริงที่สากล  เราไม่ยอมรับหรือเอามาทำให้ไม่สากล  ความจริงที่สากลหมายความว่า การกระทำอันเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์คนใดทำ ก็ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้ได้รับผลอย่างเดียวเหมือนกัน เป็นสากลหมด  ถ้ากระทำที่ไม่ดีเป็นเหตุให้ได้รับผลไม่ดี ก็ต้องเป็นความจริงสำหรับมนุษย์ทุกหนทุกแห่งทุกหมู่เหล่า ทุกพวกไม่ใช่ว่าคนพวกนี้ทำแล้วได้รับผลดี แต่อีกพวกหนึ่งทำไม่สามารถได้รับผลดี ถ้าอย่างนี้ก็แสดงว่ายังไม่เป็นความจริงที่สากล  ยังเป็นความจริงแบ่งแยก คือไม่ใช่ความจริงแท้นั่นเอง

                ๒. ความเป็นมนุษย์ที่สากล  เมื่อเป็นมนุษย์ก็ต้องมีฐานะของความเป็นมนุษย์ทั้งนั้น  แต่เวลานี้มีปัญหาว่าความเป็นมนุษย์ไม่สากล  เพราะมีการแบ่งแยก มนุษย์พวกนี้ไม่ใช่พวกเรา ฆ่าได้ไม่บาป หรือมนุษย์พวกนั้นฆ่าได้เลย เป็นคนพวกมารร้าย ฆ่าไปแล้วได้บุญด้วยซ้ำ ในความจริงที่เป็นสากลนั้น มนุษย์ไม่ว่าพวกไหนคนไหนที่ใดก็ต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์ทั้งนั้น การทำร้ายหรือฆ่ามนุษย์ไม่ว่าคนใด  ต้องเป็นความผิดความไม่ดีเหมือนกันหมด  ถ้าอย่างนี้จึงจะมีสันติภาพได้  ถ้าแค่ความเป็นมนุษย์ก็ยังไม่สากลแล้ว สันติภาพจะมีได้ที่ไหน
               
 ๓. ความมีเมตตาที่สากล   คือความรักความปรารถนาดี ความเป็นมิตร มีไมตรีต่อมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคนไหน พวกไหน ที่ใด เสมอเหมือนกันหมดโดยไม่แบ่งแยก แต่เท่าที่เป็นมาจนบัดนี้ โลกเต็มไปด้วยลัทธิคำสอน แม้กระทั่งคำสั่งให้มีเมตตารักใคร่ช่วยเหลือกันเฉพาะในพวก ในหมู่ของตนเองและพร้อมกันนั้นก็ให้รังเกียจ หรือเกลียดชังพวกอื่น เมื่อแบ่งแยกอย่างนี้สันติภาพก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้

                การศึกษานับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อชาติต่อบ้านเมือง หากจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ให้ไปสู่ทิศทางใดนั้นควรคิด  ควรมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง อย่าทำเป็นเครื่องทดลอง  สังคมบ้านเมืองไม่ใช่สิ่งจะมาล้อเล่น   ไม่ว่าจะเป็นเกมการเมืองของใคร  “หยุดสักนิดคิดให้ดีแล้วค่อยเดินต่อไป  ช้าแต่ถ้าเดินถูกทางยังดีกว่าเร็วแล้วต้องกลับมาตั้งหลัก ตั้งต้นใหม่” ขอแสดงความเห็นไว้ด้วยความห่วงใย
          
หากต้องการความเป็นสากล (International)ความเป็นนานานชาติ ก็ต้องเป็นความจริงที่สากลความเป็นมนุษย์ที่สากล และความมีเมตตาที่สากล ตามที่กล่าวมาแล้ว  เหตุนั้นการออกนอกระบบ หรือจะอยู่ในระบบ  ก็ว่ากันไปแต่ควรศึกษาทางเป็นไปได้  ในทางปฏิบัติจริงตามวัฒนธรรมทางความคิดของคนไทย  เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ฐานความคิดในการพัฒนาคน  ในผลิตนักศึกษาให้มีคุณลักอย่างไร  ให้มีคุณลักษณะเป็น ”นักมิจฉาวิชาการหรือสัมมาวิชาการ”  คนในมหาวิทยาลัยทั้งหลายมีจุดยืนและมีทิศทางที่แน่นอนหรือยังว่าจะเดินไปสู่ทิศทางใด  จะไปสยบยอมกับระบบสังคมบริโภคนิยม ผลิตนักศึกษาเพื่อรับใช้ระบบทุนนิยม  ทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นตลาดหลักทรัพย์  ให้กลายเป็นตลาดหุ้นห่วงใยเพียงจะปรับเงินของอาจารย์และบุคลากรสูงขึ้น ในฐานะของความเป็นเจ้าของหุ้น และได้รับการปันผลทุกเดือน แต่นักศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครองในฐานะผู้ใช้บริการจะต้องจ่ายแพงมากขึ้น แล้วให้พวกหนึ่งปันผลกันสบายแฮ แต่คนแย่คือประชาชน ลูกหลานผู้ยากไร้  ลูกยายสี  ป้ามี  แม่ตู  ยายหนุ่ย   ลูกอ้ายลำพอง เอื้อยลำแพน ในอนาคตยังจะมีสิทธิ์เข้าเรียนอยู่หรอกหรือ ที่สุดแล้วช่วยตอบหน่อยว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของพวกทุนนิยม(คนส่วนน้อย) หรือของมหาชนผู้ยากไร้ อันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศชาติ นี้คือสภาพความจริงที่เป็นอยู่
               
 การที่จะออกนอกระบบหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ อนาคตจะได้งบเพียงพอกับความต้องการหรือไม่นั้นไม่มีใครรับประกันได้  จะจ่ายหน่วยกิตแพงขึ้นหรือไม่  ขอตอบแทนได้ว่าแนวโน้มแพงขึ้นแน่ เพราะแม้แต่มหาวิทยาลัยสงฆ์ตั้งแต่ออกนอกระบบมาก็ขูดรีดค่าหน่วยกิตกับพระเณรแพงขึ้น ทั้ง ๆ วัตถุประสงค์ของการสถาปนามหาวิทยาลัย เพื่ออนุเคราะห์ลูกหลานผู้ยากไร้ให้ได้รับการศึกษา  อนุเคราะห์ลูกหลานประชาชนชายขอบ หรือประชาชนชั้น ๓ โดยแท้จริง  ที่ท่านอุตสาห์แหวกแทรกตัวกระเสือกกระสนเอาตัวรอดกำแพงกระแสทุนนิยมมาได้ มุ่งหน้าเข้าสู้ร่มกาสาวพัตร์  หวังจะพึ่งร่มเงาพระพุทธศาสนา พอจะโผล่หน้าได้ลืมตาอ้างปากหน่อย  ก็โดนขูดรีด  โดนกระหน่ำซ้ำเติมอีก  โดยการสร้างกำแพงทุนนิยมปิดกั้นทางการศึกษาของลูกหลาน ของประชาชายขอบ  ต่อไปอาจกลายกลุ่มชนนอกขอบ และจะตกขอบไปในที่สุด 

แนวโน้มการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มัธยมศึกษา)

ชาญณรงค์ บุญหนุน  ได้ทำการวิจัยเรื่อง"แนวโน้มจำนวนและคุณภาพของพระสงฆ์ในชนบทของประเทศไทย"  พบว่าจำนวนพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันลดลง และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนประชากร จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ มีพระสงฆ์จำนวน ๒ แสนรูปต่อประชากร ๒๘ ล้านคน แต่ปัจจุบันมีพระสงฆ์ประมาณ ๓ แสนรูปต่อประชากร ๖๒ ล้านคน นอกจากนี้ จากการวิจัยสุ่มตัวอย่างใน ๒ จังหวัด คือเชียงใหม่ และอุบลราชธานี ยังพบปัญหาการกระจายตัวของพระสงฆ์จะอยู่ในเมือง หรือในพื้นที่ที่มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ส่วนในชนบทจะขาดแคลนพระสงฆ์เป็นอย่างมาก และที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของคุณภาพ โดยในอดีตพระสงฆ์เป็นที่เคารพนับถือ มีการบวชที่ยาวนาน แต่ปัจจุบันระยะเวลาบวชสั้นลง จำนวนสามเณรก็ลดลงด้วย จึงก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องศาสนทายาท

 ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวมาจากหลายสาเหตุ เช่น ระบบการศึกษาในโรงเรียนทำให้เยาวชนไม่มาบวชเรียนเหมือนสมัยก่อน และการบวชในปัจจุบันบางส่วนเป็นการบวชตามประเพณีระยะสั้นๆ มากกว่าการบวชเรียนเพื่อปฏิบัติธรรม และผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาขาดแคลนศาสนทายาท รวมทั้งฟื้นฟูพระพุทธศาสนา โดยให้พุทธศาสนิกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ควรต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม  

ดังนั้นเมื่อมีข้อมูลออกมาในลักษณะนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  จึงควรต้องหาแนวทางที่จะส่งเสริมให้คนบวชมากขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้นด้วย ซึ่งแนวทางที่ตนเห็นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ คือ การส่งเสริมการศึกษาของคณะสงฆ์ให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยจัดระบบการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกสามัญศึกษา และแผนกธรรม-บาลี ให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีคนสนใจเข้ามาบวชเรียนมากขึ้น (ดร.อำนาจ  บัวศิริ)

                อย่างไรก็ตามคงต้องมีการสำรวจจำนวนพระภิกษุ สามเณรใหม่ เพื่อหาจำนวนที่ชัดเจน โดยจะแบ่งเป็นการสำรวจจำนวนพระภิกษุ สามเณร ทั้งในพรรษา และนอกพรรษา ส่วนการพัฒนาการศึกษาสงฆ์นั้น ปัญหาในขณะนี้ คือ คนไม่รู้ว่ามาเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แล้วจะไปทำอะไร ไม่มีอะไรจูงใจ ดังนั้นจึงต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเมื่อเข้ามาบวชเรียนแล้ว นอกจากจะได้ความรู้แล้วยังได้ในเรื่องของศีลธรรมด้วย
                 
สรุป

พระพุทธเจ้าทรงวางพระธรรมวินัยและสั่งสอนพระสงฆ์ศากยบุตรเอาไว้ให้เป็นบุคคลที่มีปัญญาและมีอิสระจะได้เป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นยาจกเข็ญใจ หรือเป็นเศรษฐี หรือพระราชา พระสงฆ์ศากยบุตรมีหน้าที่ทำให้แผ่นดินเย็นลงด้วยธรรม แผ่นดินรุ่มร้อนวุ่นวายเพราะความไม่ถูกต้อง การที่แผ่นดินจะเย็นลงด้วยธรรมหรือความถูกต้องนั้น หลักธรรมจะต้องหนักแน่นลึกซึ้ง ผู้แสดงจะต้องมีปัญญาและอิสรภาพ อีกทั้งมีอนุสาสนีปาฏิหาริย์ พระศาสดาผู้เป็นมหาบุรุษเอกของโลกประกอบด้วยสัพพัญญุตญาณ ได้ทรงวางหลักธรรมและการวางรูปแบบพระสงฆ์พุทธบุตรเอาไว้ให้สามารถทำให้แผ่นดินเย็นลงด้วยธรรม หากคณะสงฆ์ได้เอาใจใส่ดูแลอนุวรรตให้เป็นไปตามที่พระศาสดาได้วางหลักและกรอบเอาไว้ ศักยภาพจักเกิดขึ้นอย่างมหาศาลในการดับความร้อนของแผ่นดินและของโลกด้วยธรรม 

หากเป็นไปในทางตรงข้าม กล่าวคือ  คณะสงฆ์สนใจแต่การพัฒนาวัตถูยิ่งกว่าการพัฒนาคน  คณะสงฆ์สนใจในอิทธิปาฏิหาริย์ยิ่งกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คณะสงฆ์สนใจในการประจบผู้มีอำนาจและผู้ให้ผลประโยชน์ยิ่งกว่าการดำรงตนให้มีอิสระ แล้วไซร้ คณะสงฆ์ย่อมเศร้าหมองและไม่สามารถทำให้แผ่นดินเย็นลงด้วยธรรมได้เลย

จุดสำคัญอยู่ที่การศึกษาของคณะสงฆ์          

การศึกษาที่ถูกต้องของคณะสงฆ์เท่านั้นที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนาไว้ได้ หาใช่การก่อสร้างทางวัตถุไม่ การศึกษาของสงฆ์ควรจะมีแนวทาง ๓ ประการ คือ

๑. ศึกษาพุทธธรรมให้ลึกซึ้ง ทั้งทางปริยัติและปฏิบัติ เพราะหากขาดการศึกษาที่ลึกซึ้งจนตนเองรู้ธรรมและบรรลุอิสรภาพในระดับหนึ่งย่อมยากที่จักแสดงธรรมให้จับผู้คน

๒. ศึกษาให้เข้าใจชีวิตและสังคมของคนปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก มีปัญหาใหม่ ๆ ที่สลับซับซ้อนเกิดขึ้นมากมาย ถ้าพระสงฆ์ไม่เข้าใจชีวิตและสังคมของคนปัจจุบัน ย่อมไม่สามารถแสดงธรรมให้เป็นที่สนใจหรือสะกิดใจมหาชนได้ คงฟัง ๆ กันไปพอเป็นพิธีกรรมมากกว่าจะสนใจให้เกิดปัญญา

๓. ศึกษาเรื่องการติดต่อสื่อสาร ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อให้การแสดงธรรมมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
ทั้ง ๓ ข้อนี้เป็นไปเพื่อส่งเสริมอิสรภาพและความสามารถในการแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ของพระสงฆ์ทั้งสิ้น

นอกจากส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณรโดยทั่วไปแล้ว ควรจะมีการคัดเลือกพระภิกษุและสามเณรที่มีปัญญาเลิศ และส่งเสริมให้ท่านได้เล่าเรียนตามแนวทางทั้ง ๓ ที่กล่าวข้างต้น อย่างเต็มตามศักยภาพ เพื่อเตรียมไว้เป็นครู การมีพระสงฆ์ทรงปัญญาสูง แม้เพียงรูปเดียวก็เกิดอานิสงส์แผ่ไปได้อย่างกว้างขวาง ดังเช่นท่านพุทธทาสมหาเถระ  และท่านพระพรหมคุณาภรณ์       (ประยุทธ ปยุตฺโต) เป็นตัวอย่าง หากส่งเสริมให้มีมากรูป อานิสงส์ย่อมเพิ่มพูนหลายเท่า แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปโดยแยบคายด้วยสติปัญญาและอิสรภาพมากที่สุด ปลอดจากการทำอย่างเป็นทางการแต่ไร้คุณภาพ



No comments: