Friday, July 6, 2012

การเรียนรู้เป็นเรื่องที่จำเป็น

ในปัจจุบันการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยอย่างเดียวมิอาจ
02
จะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ในขณะที่นวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ก้าวล้ำหน้า
พระสงฆ์ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของสังคมรุ่นเก่าไปแล้วหากพระสงฆ์
ปิดกั้นตนเอง ไม่พยายามเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ ของคนในยุคนี้ ควบคู่ไป
กับการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย   ไม่พยายามเข้าใจความรู้

สึกนึกคิดของคนในปัจจุบัน และไม่พยายามที่จะหาวิธีการใช้ความรู้ของยุคสมัย เป็นสื่อในการถ่ายทอดคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ก็ยากที่จะรักษาพระศาสนาไว้ได้
 ขึ้นรถก็อย่าอ่านหนังสือ  ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์  หรือหนังสืออะไรก็ตามเถอะ ถ้าอ่านหนังสือแล้ว  จะไม่เห็นอะไรระหว่างทาง   เมื่อขึ้นรถความรู้อยู่ระหว่างสองข้างทาง  ไม่ได้อยู่ในหนังสือ    ดูว่ามีอะไรอยู่ระหว่างทางนั้น
การเรียนรู้เป็นเรื่องที่จำเป็น
หากพระเณรไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจบ้านเมืองที่ตนอยู่ ไม่มีความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ และไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนปัจจุบัน การที่พระเณรจะสอนธรรมะไม่ได้ผลก็มีมากขึ้น เมื่อสอนธรรมะให้คนเข้าใจไม่ได้   ก็ไม่ต้องพูดถึงว่าจะรักษาพระศาสนาไว้ได้อย่างไร
ที่จริง การที่พระสอนธรรมะให้คนเข้าใจไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีความรู้แตกฉานในธรรมะ แต่เพราะพระไม่มีความรู้ในวิทยาการสมัยใหม่ จึงทำให้ขาดความกล้าหาญ ไม่สามารถประยุกต์ธรรมะ ให้เข้ากับความคิดและชีวิตของคนปัจจุบัน พระสงฆ์ยังคงสอนธรรมะด้วยวิธีการเก่าๆ  ยังคงอ่านธรรมะจากใบลานสอนคน ในขณะที่ชาวบ้านรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากทั่วทุกมุมโลกเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว
คนทุกวันนี้สามารถย่อโลกมาไว้บนฝ่ามือ ด้วยกำลังสมองที่แสนมหัศจรรย์  เราสามารถรู้ความเป็นไปของกันและกันเพียงเสี้ยววินาที  และสามารถเดินทางถึงกันจากคนละมุมโลกเพียงชั่วข้ามคืน คนจึงเริ่มห่างไกลออกไปจากพระสงฆ์
การเรียนรู้สิ่งสมัยใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระเณรในยุคนี้  ไม่ใช่เพื่อพระเณรจะต้องเป็นสิ่งนั้น จะต้องวิ่งตามเขาทุกเรื่อง แต่เพื่อที่จะใช้ความรู้ใหม่ๆ เป็นสะพานเชื่อมธรรมะไปสู่คนในยุคนี้
พระเณรจำเป็นจะต้องเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน มิใช่รู้ความเปลี่ยนแปลงของเบญจขันธ์เพียงอย่างเดียว และจำเป็นจะต้องเปิดใจรับวิธีการและเรียนรู้วิทยาการสมัยใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น  เรียนรู้การประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ซึ่งเป็นมากกว่าการเทศนาจากใบลาน
สมัยก่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศแทบจะไม่มีใครพูดถึง หากพระองค์ใดพูดถึงการไปต่างประเทศ  ก็จะถูกตำหนิอย่างแรง ทั้งฝ่ายพระเองแล้วก็ฆราวาส มักจะมองว่าพระไปเที่ยวอย่างชาวบ้าน ใครจะว่าดีไม่ดีอย่างไรก็ช่างเขา  เรานึกถึงพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า นินทากับสรรเสริญ  สองอย่างนี้มันคู่กันมากับโลก มีมาแต่ไหนแต่ไร เรามุ่งงานพระศาสนา มุ่งประโยชน์ เป็นหลักใหญ่
ภายหลัง เมื่อการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก  หลวงพ่อกลับมาก็คิดอยู่ตลอดว่า ทำอย่างไรจะสร้างวัดในต่างประเทศให้ได้
ฝรั่งชอบเอาของเขามาให้คนไทย  เพราะอยากให้เราเป็นอย่างเขา  คนไทยเราก็ติดกันงอม  เราก็เอาพระไปให้ฝรั่งบ้าง ต่อไปข้างหน้า  ฝรั่งคงจะติดพระงอมบ้างเหมือนกัน
อยู่ต่างประเทศ หากไปด้วยกันเป็นคณะ เวลาเดินไปไหนมาไหนอย่าเดินตามหลังเรียงกันไปเป็นแถว ให้เดินไปด้วยกันเป็นหมู่เป็นคณะ แต่อย่าถึงขนาดชิงกันเดิน  ต่างคนต่างเดินไปตามปกติ ฝรั่งเขาไม่มีวัฒนธรรมเดินตามหลังเป็นแถว  เพราะเขาถือว่าทุกคนเท่าเทียมกัน  ทุกคนมีสิทธิเสมอกัน เขาจึงมักพูดถึงสิทธิมนุษยชน
การเดินตามหลังไปเป็นแถวตามลำดับอาวุโส ใช้ได้แต่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น  จะเอาไปใช้ในต่างประเทศไม่ได้
จะเดินไปที่ไหนก็ต้องดู เพราะนิสัยคนไทยเรานั้นแปลก  ที่ไหนพอจะเหยียบได้  เหยียบ  ที่ไหนพอจะข้ามได้  ข้าม ใครพอจะข่มได้  ข่ม หากพระเอานิสัยคนไทยไปใช้ในต่างประเทศ  แทนที่จะนำมาซึ่งความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ก็กลับจะถูกดูแคลนเอาได้ว่า เราไม่รู้ธรรมเนียม เมื่อเขาเริ่มดูแคลนก็เท่ากับเขาปิดกั้นตนเองในการรับฟัง
นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องรู้ไว้เช่นกัน
ไปพักที่ไหนก็อย่านอน ให้ออกเดินดูบ้านดูเมือง ดูผู้คนว่า เขาอยู่กันอย่างไร ไปดูร้านค้าว่าเขาขายอะไร  ลองหัดใช้เงินซื้อของเขาให้เป็น แต่อย่าซื้อมาก ซื้อแต่พอใช้เงินเขาให้เป็นเท่านั้น เห็นอะไรที่แตกต่างจากบ้านเรา  ก็อย่าคุยกันแบบซุบซิบแล้วหัวเราะกัน ต่างบ้านต่างเมืองต่างวัฒนธรรม ย่อมมีความแตกต่างกันไป  อย่าเอาเมืองไทยและวัฒนธรรมไทยเป็นที่ตั้ง
ส่วนร้านอาหารนั้น  ถ้าไม่สั่งอะไรเขาทานก็อย่าเข้าไปนั่งคุยกัน  เป็นการเสียมารยาท  หรือแม้แต่เข้าไปทาน หากอิ่มแล้วนั่งสักพักก็ให้ออกมา อย่าไปนั่งคุยกันเพลิน
เวลานั่งรถอย่าอ่านหนังสือ จะเป็นหนังสือพิมพ์หรือหนังสืออ่านเล่นอย่างอื่นก็ตาม สมเด็จพระสังฆราช(อยู่)เคยสอนว่าเวลานั่งรถอย่าอ่านหนังสือ  ถ้าจะอ่านหนังสือให้กลับมาอ่านที่วัด  เวลานั่งรถ  ความรู้อยู่ข้างถนน  ให้ดูสองข้างทาง
ใช้สติปัญญาให้เข้ากับสังคม
เวลาไปต่างประเทศ หลวงพ่ออยากให้พักโรงแรมมากกว่าพักที่วัด  และโรงแรมนั้นจะต้องใกล้สวนสาธารณะ  ใกล้สถานีรถไฟ  หรือไม่ก็ใกล้สถานีขนส่ง อยากให้พักใจกลางเมือง เพราะสถานที่นั้น จะทำให้เรามีโอกาส ได้พบปะผู้คนมากมาย   ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในประเทศนั้นๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระศาสนาต่อไปในอนาคต
หากไปต่างประเทศไปพักอยู่ตามป่าตามเขา  จะไปทำไม  ป่าเขาบ้านเรามีเยอะแยะ  ไม่ต้องไปถึงต่างประเทศ   ที่ให้ไปต่างประเทศนั้นให้ไปดูคน  ดูบ้านเมือง  ดูชีวิตความเป็นอยู่ของเขาว่า  เขาอยู่กันอย่างไร
เมื่อถึงโรงแรมได้หมายเลขห้องพักแล้ว  ให้เข้าห้องไปเลย จำหมายเลขห้องของคนอื่นเอาไว้ หากกลัวลืมก็เขียนหมายเลขห้องของแต่ละคนไว้ก็ได้ อย่ายืนคุยกันหน้าห้อง นอกจากจะเป็นการรบกวนคนอื่นเขาแล้ว  ยังถือว่าเป็นการเสียมารยาทอีกด้วย เขาถือกันอย่างนี้ทุกสังคม มีอะไรจะคุยก็ให้คุยกันในห้องหรือใช้โทรศัพท์ภายในคุยกัน  ให้ลองหัดใช้โทรศัพท์ในต่างประเทศดูว่าใช้อย่างไร  ใช้เบอร์ภายในโรงแรมจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าโทร อย่าโทรไปเบอร์ข้างนอกเพราะค่าโทรศัพท์ต่างประเทศแพงมาก  ให้โทรภายในโรงแรม  โทรห้องต่อห้องพอให้ได้รู้วิธีการใช้โทรศัพท์ต่างประเทศ
ให้จำชื่อย่านที่พักเรียกว่าอะไร จะออกจากที่พักไปที่ไหน  ให้บอกคนอื่นให้รู้ด้วย ให้มีชื่อ ที่อยู่ และถนนของโรงแรมที่พักติดตัวไปด้วยทุกครั้ง  จะขอนามบัตรโรงแรมเขาไปด้วยก็ได้ พาสปอร์ตในต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ ต้องติดตัวอยู่ตลอดเวลา
ทุกวันนี้คนไทยยังมีความเข้าใจผิดๆ อยู่มาก  ยังติดในภาพเก่าๆ  คิดว่าโรงแรมเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะไม่ควร   เป็นที่อโคจรโรงแรม”   พูดง่ายๆ คือ ยังไม่ยอมลบภาพเก่าๆ ออกจากสมอง ทั้งที่จริง โรงแรมเขาใช้เป็นที่พัก โลกและสังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว  และเราก็อยู่ในสังคมปัจจุบัน นักธุรกิจไปติดต่อการค้าขายในต่างประเทศก็พักโรงแรม ผู้นำประเทศต่างๆ ไปต่างประเทศก็พักโรงแรม แขกบ้านแขกเมืองไปต่างประเทศก็พักโรงแรม พระเจ้าแผ่นดินไปต่างประเทศก็พักโรงแรม ยังมีความรู้สึกไม่ดีกับคำว่า “
โรงแรมทุกวันนี้เขาจัดไว้สะอาดสะอ้าน มีระเบียบ และเงียบสงบกว่าบ้านคน  หรือเงียบสงบกว่าวัดบางแห่งเสียอีก
แม้พระเองก็ต้องปรับตัวให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้นพระพุทธเจ้าก็คงไม่ทรงอนุญาตมหาป
เทศ ๔ เอาไว้หรอก การอนุญาตมหาปเทศ ๔ ไว้ ก็เพื่อที่จะให้พระรู้จักใช้สติปัญญาปรับตัวให้เข้ากับสังคมในประเทศนั้นๆ ตามความเหมาะสม  รู้กันทุกองค์อยู่แล้ว
โรงแรมสำหรับชาวตะวันตก หรือแม้แต่สำหรับสังคมไทยปัจจุบัน คือ สถานที่ที่เงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง  เพื่อต้องการพักผ่อน เวลาเขาเดินทางไกลเพื่อติดต่อธุรกิจ  หรือติดต่อข้อราชการต่างๆ ต้องการพักผ่อน ต้องการใช้ความคิด โดยไม่ต้องการให้มีใครรบกวนเขาก็พักกันที่โรงแรม  ไปต่างประเทศแล้วจะเห็นว่า  เวลาที่เขาไม่ต้องการให้ใครรบกวน ไม่ต้องการให้มีการใช้เสียง  ก็จะมีป้าย หรืออะไรสักอย่างเป็นเครื่องหมายแขวนไว้ที่ประตู แม้จะไม่มีตัวหนังสือบอกว่า อย่ารบกวน ก็เป็นอันรู้กันทั่วโลกว่า “เวลานี้ต้องการความเงียบสงบ โปรดอย่ารบกวน”    ทุกโรงแรมเขาจะมี
ถ้าเห็นสัญลักษณ์นี้แล้ว   แม้แต่คนทำความสะอาดก็ไม่กล้าส่งเสียง
คนไทยมักจะมองโรงแรมในด้านลบ  เพราะสมองยังติดในภาพเก่าๆ ไม่ยอมรับความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน ความจริงโรงแรม[๑] ก็คือ ห้องพักธรรมดาห้องหนึ่งเท่านั้นเอง  สมัยพุทธกาลพระสงฆ์สาวกเดินทางไกลไปต่างบ้านต่างเมือง  ท่านก็ขอพักตามบ้านเรือนคนทั้งนั้น อย่างบ้านนายช่างหม้อก็เป็นบ้านที่พระนิยมไปขอพักค้างแรม
ทุกวันนี้ สถานที่พักแรมเวลาเดินทางไกลไปต่างบ้านต่างเมืองก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย
ไปต่างประเทศ  ถ้าไม่ต้องการไปดูคน ไปดูบ้านดูเมืองเขาแล้วเราจะไปทำไม  ถ้าไปแล้วจะไปนั่งไปนอนอยู่วัดเฉยๆ ก็อย่าไป  จะกลายเป็นคนหูหนาตาบอด  ไม่ไปยังจะดีกว่า  ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง  ไม่ต้องเหนื่อย  และไม่ต้องเสียค่าใช่จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  ไปแล้วต้องออกไปเดินดูบ้านดูเมืองเขา
ที่จริง  หากเป็นไปได้ หลวงพ่ออยากให้พระผู้ใหญ่ตั้งแต่ระดับเจ้าคณะจังหวัด ทุกจังหวัด ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ  จะได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของประเทศต่างๆ แล้วนำมาพัฒนาพระศาสนา   จะได้ไม่มีจิตใจคับแคบ  คิดว่าประเทศไทยนั้นใหญ่คับโลก  หากมองเมืองไทยในแผนที่โลกแล้วมันแค่จุดเล็กๆ พอเดินทางออกจากเมืองไทยไปไกลเกินญี่ปุ่น ก็แทบจะไม่มีใครรู้จักเมืองไทยแล้ว
เวลานี้พระผู้ใหญ่ยังเข้าใจผิดกันมาก   ยังคิดว่าประเทศไทยนั้นใหญ่เหลือเกิน ประเทศไทยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครทั้งนั้น เมืองไทยเท่านั้นเป็นเมืองพุทธและมีสิทธิ์เป็นเจ้าของธรรมะของพระพุทธเจ้า พระที่เดินทางไปต่างประเทศ  มักจะถูกตำหนิ  ทั้งจากพระผู้ใหญ่และญาติโยมที่ไม่เข้าใจ
เพราะคิดอย่างนี้ พระจึงถูกมองว่าเป็นสถาบันที่ล้าหลังที่สุดในสังคม   เป็นสถาบันที่ตามโลกตามสังคมไม่ทัน  เป็นสถาบันที่เป็นภาระต่อสังคม   จนบางกลุ่มบางคนคิดว่า ปัจจุบันสังคมไทยไม่มีความจำเป็นต้องมีสถาบันสงฆ์ หรือจะกล่าวให้ง่าย ก็คือ พระสงฆ์เป็นสถาบันที่ไม่ควรมีในสังคมไทย อีกต่อไป
คนทุกวันนี้คิดกันว่า ธรรมะเรียนที่ไหนก็ได้ มีสื่อต่างๆ มากมายเต็มไปหมด กดปุ๊บก็รู้ธรรมะปั๊บ ไม่จำเป็นต้องเรียนจากสถาบันสงฆ์  พระมีความรู้สู้เขาไม่ได้  เพราะฉะนั้น พระจึงไม่มีความจำเป็นสำหรับสังคมปัจจุบัน เมื่อเกิดความคิดเช่นนี้แล้วพระพุทธศาสนาจะอยู่อย่างไร   ให้พวกเราคิดดู
จริงอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง คือ ไม่เที่ยง  แต่ความไม่เที่ยง ก็ไม่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานจิตใจที่คับแคบเช่นนี้  โดยไม่คิดหาวิธีการที่จะรักษาพระศาสนา ให้มั่นคงสืบสถาพรแผ่ไพศาลไปในโลก
ที่จริงก็เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านสอนทั้งนั้น
มีโอกาสไปแล้ว ก็ให้เก็บเกี่ยวเอาความรู้มามาก ๆ   ไปพักที่ไหนก็อย่านอนหรือนั่งอยู่เฉยๆ ถ้าจะนอนให้กลับมานอนที่วัด ขึ้นรถก็อย่าอ่านหนังสือ  ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออะไรก็ตาม ถ้าอ่านหนังสือแล้วจะไม่เห็นอะไรระหว่างทาง   เมื่อขึ้นรถ ความรู้อยู่ระหว่างสองข้างทาง  ไม่ได้อยู่ในหนังสือ  ดูว่ามีอะไรอยู่ระหว่างทางนั้น
ในปัจจุบัน การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยอย่างเดียว มิอาจจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ในขณะที่นวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ก้าวล้ำหน้าพระสงฆ์  ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของสังคมรุ่นเก่าไปแล้ว
หากพระสงฆ์ปิดกั้นตนเอง  ไม่พยายามเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ ของคนในยุคนี้ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย   ไม่พยายามเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนในปัจจุบัน และไม่พยายามที่จะหาวิธีการใช้ความรู้ของยุคสมัย เป็นสื่อในการถ่ายทอดคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ก็ยากที่จะรักษาพระศาสนาไว้ได้
-------------------------------------------------------------------
[๑]ข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์ที่เดินทางไปต่างถิ่น  จำเป็นต้องอาศัยเรือนชาวบ้านเป็นที่พัก  ปรากฏอยู่ในพระวินัย ว่า หากพักตามบ้านเรือน  ให้กำหนดเอารั้วบ้านเป็นเขตรักษาราตรี  ถ้าบ้านไม่มีรั้วหรือกำแพงให้กำหนดเอาตัวเรือนนั้น  เป็นเขตรักษาราตรี ถ้าอาคารใหญ่โตมีหลายห้อง หรือโกดังใหญ่  ถ้าไม่มีกำแพงหรือรั้วล้อม  ให้กำหนดเอาห้องที่พักนั้นเป็นเขตรักษาราตรี  ถ้าสถานที่นั้นมีหลายครอบครัวอยู่รวมกัน  พระสงฆ์พักอยู่กับครอบครัวใด ให้ถือเอาบริเวณของครอบครัวนั้น เป็นเขตรักษาราตรี  (พระไตรปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์  จีวรวรรค)
ที่มา : หนังสือ เย็นหิมะในรอยธรรม
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)

No comments: