Saturday, October 29, 2011

ลัทธิกรรมเก่า: พระพุทธเจ้าไม่งี่เง่า


กรรมตาม concept พุทธศาสนา (พระพุทธเจ้าไม่งี่เง่า)

คำอธิบายของดังตฤณที่ว่า “ขนาดของอวัยวะเพศเป็นผลของกรรมเก่า” (ดูดังตฤณ “ขนาดอวัยวะเพศชาย เล็กหรือใหญ่ บุญทำกรรมแต่ง !?”http://men.mthai.com/content/4970) และทัศนะเรื่องกรรมแบบ ท.เลียงพิบูลย์ หลวงพ่อจรัญ แม่ชีทศพร เป็นต้น เป็นคำอธิบายที่ตรงกับ “ลัทธิกรรมเก่า” ที่เรียกในภาษาบาลีว่า “ปุพเพกตวาท” คือลัทธิที่เชื่อว่า “ทุกอย่างที่เป็นตัวตนทางกายภาพ/จิตใจของเรา และความเป็นไป หรือชะตากรรมทั้งหมดในชีวิตเราเป็นผลของกรรมเก่า” ความเชื่อเรื่องกรรมเก่าในความหมายนี้มีอยู่ในวัฒนธรรมทางศาสนาของอินเดียโบราณ หรือดินแดนที่เรียกว่า “ชมพูทวีป” ที่มีศาสนาพราหมณ์เป็นแกนหลัก

ศาสนาพราหมณ์นั้นเป็นศาสนาเก่าแก่ (ต่อมาพัฒนามาเป็นศาสนาฮินดู) เกิดก่อนพุทธศาสนาราว 5,000-3,000 ปี จะว่าไปศาสนาหรือลัทธิความเชื่ออื่นๆ (เช่นพุทธศาสนา ศาสนาเชน ลัทธิครูทั้ง 6 เป็นต้น) ที่เกิดในอินเดียล้วนแต่มีพัฒนาการมาจาก และ/หรือมีปฏิกิริยาแอนตี้ความเชื่อบางประการของศาสนาพราหมณ์ทั้งสิ้น แต่ที่น่าสังเกตคือทุกศาสนาที่มีคำสอนเรื่องกรรม ล้วนรับเอาความเชื่อเรื่อง “กรรมเก่า” มาจากศาสนาพราหมณ์ แต่มีรายละเอียดบางแง่มุมแตกต่างกันไป

พุทธศาสนาแบบดั้งเดิม (ที่ยังไม่ผ่านการเติมแต่งสีสันมากเกิน) ปฏิเสธความเชื่อกรรมเก่าที่ว่า “ทุกอย่างที่เป็นตัวตนทางกายภาพ/จิตใจของเรา และความเป็นไป หรือชะตากรรมทั้งหมดในชีวิตเราเป็นผลของกรรมเก่า” แม้พุทธศาสนาจะสอนเรื่องกรรมเก่า แต่ก็มีสาระสำคัญคือ 1) ไม่เชื่อว่าความเป็นไป หรือชะตากรรมทุกอย่างในชีวิตเป็นผลของกรรมเก่าทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับกรรมใหม่ที่เราทำอยู่ทุกวันในปัจจุบันด้วยอย่างมีนัยสำคัญ หมายความว่า เราสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองจากการกระทำในปัจจุบันมากกว่า 2) เชื่อว่ากรรมเก่ามีความสัมพันธ์กับคุณภาพทางจิตใจและการมีชีวิตที่มีคุณค่าในลักษณะเชิงพัฒนาการต่อเนื่อง (เช่น พัฒนาการทางจิตใจของพระโพธิสัตว์ที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จากการสะสมกรรมดีในภพชาติต่างๆ)

เราจะเข้าใจชัดขึ้น ถ้าวิเคราะห์ตามที่พระพุทธเจ้าพูดถึง “กรรม” (แปลว่า “การกระทำ/actions”) สองความหมาย คือ

1. การกระทำในเชิงข้อเท็จจริง (factual actions) เช่น การกระทำอาชีพการงานต่างๆ การกระทำในความหมายนี้สัมพันธ์โดยตรงกับสถานภาพทางสังคม เช่น พระพุทธเจ้ากล่าวว่า คนทำโครักขกรรมก็เป็นคนเลี้ยงโค คนทำหน้าที่นักรบก็เป็นกษัตริย์ คนสอนศาสนาก็เป็นพราหมณ์ คนค้าขายก็เป็นแพศย์ คนทำงานรับใช้ก็เป็นศูทร เป็นต้น

2. การกระทำทางศีลธรรม (moral actions) คือ การกระทำที่มีค่าดี ชั่ว ถูก ผิด ควร ไม่ควร การกระทำทางศีลธรรมสัมพันธ์โดยตรงกับการมีชีวิตที่มีคุณค่า

“ความเชื่อเรื่องกรรม” (กรรมสัทธา) ตามที่พระพุทธเจ้าสอน หมายถึง ความเชื่อกรรมในความหมายที่ 2 คือให้เราเชื่อว่า การกระทำทางศีลธรรมจะส่งผลให้ชีวิตเรามีคุณค่า เมื่อเรากระทำความดี (กุศลกรรม) จะส่งผลให้ชีวิตเรามีคุณค่า และเมื่อเรากระทำความชั่ว (อกุศลกรรม) จะเป็นการบั่นทอนคุณค่าชีวิตลง
ข้อสังเกตคือ เวลาเราพูดถึง “ความเชื่อ” มันมีสองความหมาย คือ 1) ความเชื่อ (faith ) ในคุณค่า (value) เช่น เชื่อในคุณค่าของความรัก เชื่อในคุณค่าของความยุติธรรม เชื่อในคุณค่าของความดีงาม ฯลฯ และ 2) ความเชื่อ (belief) เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (facts) เช่น เชื่อว่าชมพูรักขาว เชื่อว่าพรุ่งนี้น้ำจะท่วม กทม.ฯลฯ
ประเด็นคือ สิ่งที่เรียกว่า “คุณค่า” นั้นสัมพันธ์โดยตรงกับศรัทธา/faith หรือความเชื่อมั่น ความรู้สึกซาบซึ้ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ในเชิงข้อเท็จจริงเสมอไป (เช่น ศรัทธาในพระเจ้า เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้าคือสิ่งสูงส่ง ไม่ใช่เพราะเราพิสูจน์แล้วว่าพระเจ้ามีหน้าตาอย่างไร ศรัทธาในความรัก ก็ไม่ใช่เพราะเรารู้ว่าหน้าตาของความรักเป็นอย่างไร เป็นต้น) แต่ “ข้อเท็จจริง”สัมพันธ์กับความรู้หรือความเชื่อแบบ belief ซึ่งต้องพิสูจน์ได้ เช่น เชื่อว่าชมพูรักขาว ก็ต้องตรวจสอบได้ก่อนว่าเป็นเช่นนั้นจริงไหม เชื่อว่าพรุ่งนี้น้ำจะท่วม กทม.ก็ต้องถามว่าเชื่อจากหลักฐานอะไร และวันถัดมาน้ำท่วม กทม.จริงหรือไม่

ความเชื่อเรื่องกรรม คือความเชื่อในคุณค่า ได้แก่เชื่อในหลักการว่า “ทำดีได้ (ความ) ดี” “ทำชั่วได้ (ความ) ชั่ว” ฉะนั้น concept เรื่องกรรมในพุทธศาสนา จึงมุ่งหมายให้เราศรัทธาในความดีว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า

แต่ภาษาที่สอนหรือธิบายกันในเรื่องกรรม เป็นภาษาที่พูดถึงทั้งเรื่องคุณค่าและข้อเท็จจริงปะปนกันอยู่ (ซึ่งมักทำให้เกิดความสับสนเสมอ) เช่น “ให้ทานแล้วจะมีความสุข และได้ไปสวรรค์”
ตามวิธีอธิบายดังกล่าว คำว่า “ทาน” หมายถึง การทำความดีอย่างหนึ่ง เมื่อเรามีศรัทธาหรือเชื่อมั่นว่า ทานเป็นสิ่งที่ดีและจึงให้ทาน การให้ทานนั้นเป็นการทำสิ่งที่ดีเสร็จสิ้นในตัวมันเองแล้ว หรือเท่ากับ “ทำดีได้ (ความ)ดี” เสร็จสิ้นในตัวแล้ว

แต่คำว่า “มีความสุข” และ “ไปสวรรค์” เป็นคำที่ระบุถึงข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กับความรู้ หรือการพิสูจน์ เช่น เราจะรู้ว่าให้ทานแล้ว “มีความสุข” ก็ต่อเมื่อให้ทานแล้วเกิดความสุขขึ้นในใจของเรา และเราจะรู้ว่าให้ทานแล้วไปสวรรค์จริงหรือไม่ เมื่อเราตายแล้วได้ไปจริงๆ (หรือนายแดงตายแล้วไปสวรรค์ แล้วกลับมาบอกทุกคนได้จริงๆ)

ประเด็นตรงนี้คือ นตรงนี้คือ ตาม concept ของพุทธศาสนา เราต้องแยกระหว่าง “ความดี” กับ “ข้อเท็จจริง” และต้องไม่ใช้ข้อเท็จจริงมาเป็นเกณฑ์ตัดสินค่าของความดี เช่น เมื่อเราให้ทานก็หมายความว่า การให้ทานของเราเป็นความดีเสร็จสิ้นในตัวของมันเองแล้ว แม้ว่าตามข้อเท็จจริงความสุขจะเกิด หรือไม่เกิดขึ้นในใจของเราก็ตาม หรือเราจะได้ไปสวรรค์หรือไม่ก็ตาม

ซึ่งหมายความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำที่เป็นความดีทางศีลธรรม กับผลที่เป็นข้อเท็จจริงต่างๆ ในชีวิตและสังคมไม่ได้มีความสัมพันธ์ “อย่างจำเป็น” (necessary) แต่การกระทำที่ดีสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับชีวิตที่มีค่า หรือการสร้าง/การรักษา/การปกป้องค่านิยม บรรทัดฐานที่ถูกต้องต่างๆ ในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ในชาติต่างๆ นับไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ เป็นคนที่มีสถานะทางสังคมต่างๆ เช่น เป็นจัณฑาล เป็นทาส เป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ ฤาษี หน้าตาดี หรืออัปลักษณ์ แต่คุณสมบัติที่คงเส้นคงวาของพระองค์คือ "การทำความดี การมีจิตใจดีงาม และการมีชีวิตในภพชาตินั้นๆ อย่างมีคุณค่า"

ผมไม่แน่ใจว่า เรื่องราวการเกิดในภพชาตินับไม่ถ้วนของพระโพธิสัตว์เป็น "ข้อเท็จจริง" หรือไม่ แต่ "ความคิดหลัก" ของตัวอย่างที่ยกมานี้คือ เป็น “การยืนยันความสัมพันธ์อย่างจำเป็นระหว่างการกระทำที่ดีกับการมีชีวิตที่มีคุณค่า และ/หรือพัฒนาการทางจิตใจ"

นี่หมายความว่า เมื่อเราทำความดี หรือเป็นคนดีแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะมีแต่ความสุขสบาย มีแต่ความเจริญก้าวหน้า ไม่มีทุกข์ใดๆ เสมอไป แต่เป็นไปได้ว่าเมื่อทำดี หรือเป็นคนดีแล้วอาจต้องเผชิญ หรือฟันฝ่าความทุกข์ และอันตรายอย่างแสนสาหัสก็ได้ เช่น โสเครตีส พระเยซู มหาตมะ คานธี ที่แม้จะทำความดีอย่างมากแล้ว แต่ก็ต้องเผชิญกับความลำบากและจบชีวิตลงด้วยการถูกฆ่า ทว่าไม่ได้หมายความว่า การทำความดี หรือการเป็นคนดีของคนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าในตัวมันเอง

ย้อนไปกรณีการให้ทาน เมื่อให้ทานแล้วเราอาจทุกข์ใจก็ได้ (เช่น พระเวสสันดรบริจาคลูกให้ไปเป็นทาส ย่อมทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส) แต่ไม่ได้หมายความว่าการให้ทานนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี หรือเปรียบเทียบได้กับการเสียสละบางอย่างที่ส่งผลเชิงข้อเท็จจริงให้ผู้เสียสละต้องเจ็บปวด หรือกระทั่งตาย (เช่น กรณีการเสียสละของลุงนวมทอง ไพรวัลย์) แต่ผลอันเป็น “ความทุกข์เชิงข้อเท็จจริง” นั้น ก็ไม่ใช่สิ่งตัดสินว่าการเสียสละนั้นไม่ใช่ “สิ่งที่ดี”

ปัญหาของวิธีอธิบายเรื่องกรรมของดังตฤณ ท.เลียงพิบูลย์ หลวงพ่อจรัญ แม่ชีทศพร (เป็นต้น) คือการไปนิยาม “สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงทุกอย่างที่คนต้องการ” ว่าเป็น “สิ่งที่ดี” และเข้าใจว่า การกระทำความดีเป็นเพียง “วิถี” (means) หรือ เป็นอุปกรณ์ เป็นเครื่องมือไปสู่สิ่งที่ดีต่างๆ นั้น เช่น การทำความดีด้วยการให้ทานเป็นวิถีไปสู่สิ่งที่ดี (ที่เป็นข้อเท็จจริง) เช่น การมีความสุขสบาย ร่ำรวย เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน มี “อวัยวะเพศขนาดพองาม” (ที่ดังตฤณกล่าวว่า “ขนาดกลาง เกิดจากกรรมอันสมควรแก่ความเป็นชาย”) ไปสวรรค์ ฯลฯ

แต่ตามหลักเหตุผลแล้ว “ข้อเท็จจริงที่คนถือว่าเป็นสิ่งที่ดี” (เพราะคนชอบสิ่งพวกนั้น) เช่น รวย สวย หล่อ ก้าวหน้าในการงาน กระทั่ง “อวัยวะเพศขนาดพองาม” ฯลฯ สัมพันธ์โดยตรงกับ “กรรมในเชิงข้อเท็จจริง” เช่น การกระทำอาชีพการงาน (ปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม) หรือ ข้อเท็จจริงทางชีวภาพ การทำศัลยกรรม ฯลฯ (ในคัมภีร์อรรถกถาอธิบายการให้ “ผลเชิงข้อเท็จจริง” ของกรรมว่า ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือตัวแปรต่างๆ เช่น กาลเวลา สถานที่ สถานการณ์ทางสังคม ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำทางศีลธรรมกับผลเชิงข้อเท็จจริงว่า เป็น “ความสัมพันธ์แบบบังเอิญ/contingent”)

ประเด็นสำคัญคือ การอ้าง "ผลลัพธ์เชิงข้อเท็จจริงที่คนชอบ" เป็นเกณฑ์ตัดสินกรรมดี และอ้าง "ผลลัพธ์เชิงข้อเท็จจริงที่คนไม่ชอบ" เป็นเกณฑ์ตัดสินกรรมชั่ว ทำให้มีปัญหามาก เช่น 1) กรณีการทำดีของคานธี มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์ (เป็นต้น) ที่ส่งผลลัพธ์เชิงข้อเท็จจริงให้บางคนเกลียดชังและฆ่าพวกเขาตาย ทำให้เกิดปัญหาว่า "ทำไมทำดีไม่ได้ดี" 2) กรณีคนบางชนชั้นมีอำนาจล้นฟ้า โกง รวยอย่างตรวจสอบไม่ได้ และได้รับการยกย่องสรรเสริญ ทำให้เกิดปัญหาว่า "ทำไมทำชั่วแล้วได้ดี" 3) ทำให้คนไม่เห็นคุณค่าของ “การทำความดีเพื่อความดี” หรือเพื่อการมีชีวิตที่มีคุณค่า เช่น ชาวพุทธไม่มีวัฒนธรรมปลูกฝังให้คนเห็นคุณค่าของการทำความดีในความหมายของการต่อสู้เสียสละเพื่อความเสมอภาค ความเป็นธรรมทางสังคมซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการมีชีวิตอยู่อย่างมีค่าและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นต้น

โดยนัยที่กล่าวมา ขนาดของอวัยวะเพศจึงสัมพันธ์โดยตรง/อย่างจำเป็นกับข้อเท็จจริงทางชีวภาพ คือพันธุกรรม ที่เกี่ยวโยงกับการกระทำกรรมเชิงข้อเท็จจริงอีกที คือ “การร่วมรัก” ของพ่อแม่เรา ไม่เกี่ยวโดยตรง/อย่างจำเป็นกับการให้ทานแต่อย่างใด

ที่อธิบายแบบที่ว่ามานี้ เพราะผมยึด "หลักการทั่วไป" ของพุทธศาสนา ที่ว่า “ธรรมะคือสิ่งที่เราสามารถตรองตามให้เห็นจริงได้” หมายความว่า เราสามารถไตร่ตรองให้เห็นความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลของคำสอนเรื่องต่างๆ ของพระพุทธเจ้าได้ (ไม่ว่าจะเป็นอริยสัจ ไตรลักษณ์ ฯลฯ เราสามารถไตร่ตรองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลได้ทั้งนั้น)

แต่เรื่อง “การทำความดี” ด้วยการให้ทาน กับ “ขนาดของอวัยวะเพศ” ผมตรองแล้วตรองอีกจนหัวจะระเบิด ก็ไม่อาจเห็นความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลที่พอจะทำให้เชื่อว่าจะเป็นจริงตามที่ดังตฤณอธิบายได้
ผมจึง “งึดแสนงึด” ว่า “กูรูทางพุทธศาสนา” ยุคปัจจุบันเขาอธิบายกันแบบนั้นได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ผมไม่เชื่อเด็ดขาดว่า คนที่เป็นถึง “พระพุทธเจ้า” จะสอนอะไรงี่เง่าทำนองนี้!

แต่ถ้าถามว่า คำสอนเรื่องกรรมในสังคมพุทธทำไมจึงถูกใส่สีตีไข่อย่างวิจิตรพิสดาร (กระทั่งวิตถาร?) ผมเข้าใจว่าพุทธศาสนาในอินเดียระยะหลังรับอิทธิพลความเชื่อเรื่องกรรมเก่าแบบพราหมณ์มาเต็มๆ ดังคำสอนเรื่องกรรมเก่าแบบพราหมณ์ปรากฏเต็มไปหมดในคัมภีร์อรรถกถา (ราว 900 ปี หลังพุทธปรินิพพาน) ที่แต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งท่านเคยเป็นพราหมณ์มาก่อน หลักสูตรการศึกษาปริยัติธรรมของสงฆ์ไทย ตั้งแต่เปรียญ 1-2 ถึงเปรียญ 9 ก็ศึกษาคัมภีร์ที่แต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์เป็นส่วนใหญ่

อีกส่วนหนึ่ง ชาวพุทธเราก็มี “วัฒนธรรมโปรโมทการทำบุญ” อย่างเข้มข้น โดยอ้าง “ผลลัพธ์เชิงข้อเท็จจริงที่คนชอบ” เป็นแรงจูงใจมากกว่าที่จะอ้างคุณค่าทางศีลธรรมที่ส่งผลต่อการมีชีวิตที่มีคุณค่า เช่น สร้างโบสถ์ วิหาร ฯลฯ ตายไปจะเกิดในสวรรค์เป็นเทพบุตรมีนางฟ้า 500 เป็นบริวาร เป็นต้น นี่เป็นการโปรฯ ภายใต้วัฒนธรรมผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ที่ดังตฤณโปรฯนี้เป็นการโปรฯ ภายใต้ค่านิยมที่ผู้ชาย (หรือหญิง?) ให้ความสำคัญกับ “ขนาดของอวัยวะเพศ”

และอีกอย่างที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ มันเป็นนิสัยของ “พวกกู (ไม่) รู้ทางพุทธศาสนา” ที่ต้องการแสดงภาพลักษณ์ความเป็น “สัพพัญญู” ของตนเอง!
http://www.prachatai.com/journal/2011/10/37511

Wednesday, October 26, 2011

Kamachanda: Keinginan Yang Mesti Dikawal!

Nivarana (Thai: Nivorn) ialah sesuatu yang menyekat minda daripada mencapai ketenangan. Minda yang tidak tenang sentiasa berlari ke sana, ke sini bagai kanak-kanak yang nakal. Kanak-kanak yang nakal sukar membezakan kebaikan daripada keburukan. Nivarana mempunyai lima jenis, antaranya ialah Kamachanda. 


Kamachanda ialah keinginan terhadap sesuatu yang cantik, menarik, menawan dan mempersona yang datangnya daripada pancaindera iaitu mata (rupa), telinga (suara), hidung (bau), lidah (rasa) dan badan (sentuhan). Kama di sini tidak bermaksud nafsu berahi semata-mata sebagaimana yang kita fahami, tetapi merangkumi semua perasaan (dan fikiran) yang diingini atau dikehendaki oleh seseorang. 


Keinginan ini boleh menyebabkan seseorang lalai dan terjebak ke lembah kejahatan. Keinginan yang kuat terhadap kaum berlainan jenis boleh menyebabkan seseorang terjerumus dalam perbuatan yang tidak bermoral. Perhubungan intim lelaki dan perempuan, hamil sebelum nikah dan pengguguran bayi antara masalah yang timbul daripada Kamachanda. Ketagihan dadah, arak dan rokok juga kerana Kamachanda. 


Buddha mengajar kepada kita beberapa cara untuk mengawal Kamachanda. 


Kita diminta mengawal pancaindera. Maksudnya kita mesti bijak mengawal mata, telinga, hidung, lidah dan tubuh setiap kali "berhubung" dengan benda luar. Mengawal indera dalam bahasa Dhamma dipanggil samruan. Apabila benda luar masuk ke dalam, minda kita mesti bijak menilai agar tidak mudah terpengaruh. Apabila mata melihat benda yang cantik dan menarik hati, kita mesti segera sedar bahawa setiap benda ada pasangannya. Kecantikan datang bersama kejelekan. Kebaikan datang bersama keburukan atau kejahatan. Apabila kita menerima kecantikan, maka kita juga akan terima kejelekannya. Oleh itu, kawal pancaindera supaya tidak mudah terpengaruh dengan godaan benda luar. 


Kita disarankan supaya berfikir dengan teliti dan memahami realiti bahawa Kamaguna (perasaan daripada pancaindera) lebih banyak membawa keburukan daripada kebaikan. Kamaguna hanya memberi kebaikan pada mula-mula sahaja, umpama umpan yang memperdaya kita melekat pada mata kail. Setelah lama sedikit, akan menyusul keburukan. Semakin kuat kesukaan kita terhadapnya, semakin kuat juga keburukan yang didatangkan. 


Keburukan ini menyebabkan kita menjadi sengsara atau susah hati. Kita susah hati untuk menambahkan apa yang kita miliki, kita susah hati untuk menjaga apa yang kita miliki, kita susah hati takut apa yang kita miliki hilang daripada kita. Kita juga susah hati apabila suatu hari apa yang kita miliki terpisah daripada kita. Contohnya, kekayaan. Bukan senang untuk menambahkan kekayaan, menjaganya, mengekalkannya dan apabila kekayaan habis dibelanjakan, kita menjadi susah hati atau sengsara. Kita seharusnya melihat kebenaran bahawa semua benda tidak kekal abadi. Oleh itu, keinginan kita harus berpada-pada. 


Kita harus sedar bahawa semua benda berubah, termasuk kebahagiaan dan kesengsaraan. Hari ini kita mungkin mengecapi kebahagiaan, hari esok mungkin dilanda kesengsaraan. Hari ini orang yang kita cintai amat menyayangi kita, hari esok dia mungkin berubah hati dan meninggalkan kita seorang diri. Hari ini jiran kita sangat baik. Hari esok mungkin dia akan jadi musuh utama kita. Semalam masih berkawan, hari ini telah bermasam muka. Semuanya tidak tentu. Acarn Cha berkata: "Ketidakpastian itulah yang pasti!" 


Kita mesti berbicara tentang Asuba iaitu keadaan tidak cantik, tidak jelita, tidak anggun atau tidak kacak. Tubuh yang kita lihat cantik dan jelita hari ini boleh bertahan berapa lama? 50 tahun? 100 tahun? Masa muda kulit tegang dan lembut. Apabila tua kulit kendur dan kasar. Di mana kecantikannya? Tubuh manusia dipenuhi dengan kekotoran. Dari hujung rambut hingga hujung kuku semuanya kotor. Kita tidak berasa kotor kerana ia melekat dengan tubuh kita. Apabila ia terpisah daripada tubuh kita, kita akan berasa jijik.  Air liur yang diludah keluar tidak seorang pun yang mahu menjamahnya semula. Kerana kotor kita terpaksa mandi setiap hari. Dan setelah menjadi mayat, bukan setakat tidak cantik dan kotor, bahkan busuk lagi. 


Kebahagiaan sejati datang dari dalam. Kebahagiaan yang datang dari luar ialah palsu. Oleh itu, berusahalah mencari kebahagiaan dari dalam. Apakah yang dikatakan kebahagiaan dari dalam? Kebahagiaan dari dalam ialah kebahagiaan daripada Samadhi. Samadhi di sini ialah ketenangan, ketenteram dan keheningan hati. Kebahagiaan ini dipanggil kebahagiaan dalaman kerana datangnya dari dalam diri kita.  Kebahagiaan ini tidak ada kaitan dengan benda luar. Kebahagiaan dalaman apabila benar-benar mencapainya, sukar diganggu gugat dan boleh berkekalan lama. 


Seorang Brahmana pernah mendakwa Raja Bimbisara lebih bahagia daripada Buddha kerana baginda seorang raja yang memiliki segala-galanya. Buddha menafikannya. Buddha berkata bahawa Baginda tidur nyenyak setiap malam tanpa berasa takut, bimbang dan risau terhadap ancaman dari luar. Sedangkan Raja Bimbisara tidak begitu (ancaman daripada musuh luar atau rampasan kuasa orang dalam). Buddha berkata Baginda boleh bersantapan sekali sehari, atau tidak bersantapan langsung selama sebulan. Raja Bimbisara tidak boleh. Raja Bimbisara tidak bebas ke mana-mana seorang diri, tetapi Buddha boleh pergi ke mana sahaja. 


Buddha bertanya balik kepada Brahmana, jikalau begitu siapa lebih berbahagia? Brahmana berkata bahawa Buddha lebih berbahagia. Buddha berkata, kebahagiaan Baginda, kebahagiaan dalaman. 


Kamachanda sering menyebabkan seseorang terjerumus ke lembah kejahatan. Ketagihan dadah, arak, hubungan bebas dan keruntuhan moral antara akibat yang berpunca daripada kelemahan seseorang mengawal Kamachanda. 

















Monday, October 24, 2011

กรานกฐิน


  1. Lexitron-Thai : กรานกฐิน 1 found, display 1-1
    กรานกฐิน(V) : Kathina Khandhaka ; Related: stretch out monk's robes in order to cut to a standard size ; Samp:ชาวบ้านกำลังกรานกฐิน ; Def: เอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรเข้าขึงที่ไม้สะดึง เย็บเสร็จแล้วบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ร่วมใจกันยกผ้าให้ในนามของสงฆ์เพื่ออนุโมทนา
    กรานกฐิน : [-กะถิน] ก. ขึงไม้สะดึง คือ เอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรเข้าขึง ที่ไม้สะดึง เย็บเสร็จแล้วบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ร่วมใจกันยกผ้า ให้ในนามของสงฆ์เพื่ออนุโมทนา, ภิกษุผู้เย็บจีวรเช่นนั้น เรียกว่า ผู้กราน, พิธีทําบัดนี้ คือ สงฆ์ยกผ้าอันไม่พอแจกกันให้ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นทําตั้งแต่ซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม เสร็จในวันนั้น ทํา พินทุกัปปะอธิษฐานเป็นจีวรครอง เป็นจีวรกฐิน เรียกว่ากรานกฐิน. (อุปสมบทวิธี). (ดู กฐิน). (ข. กราล ว่า ปู, ลาด).

    กฐิน, กฐิน- : [กะถิน, กะถินนะ-] น. ผ้าพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ ภิกษุสงฆ์เฉพาะกฐินกาล, ตามศัพท์แปลว่า ไม้สะดึง คือ กรอบไม้สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวร; คํา กฐิน นี้ ใช้ประกอบ กับคําอื่นอันเนื่องด้วยพิธีกฐิน ผ้าที่ถวายแก่ภิกษุสงฆ์ในพิธีนี้ เรียกว่า ผ้ากฐิน ในฤดูกาลเรียกว่า กฐินกาล [กะถินนะกาน] คือระยะเวลาตั้งแต่แรมค่าหนึ่ง เดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒ ระยะเวลานี้เรียกเป็นสามัญว่า เทศกาลกฐิน [เทดสะกานกะถิน] ฤดูกฐิน หรือ หน้ากฐิน ก็มี ก่อนจะถึงกฐินกาลผู้ประสงค์จะถวาย ผ้ากฐินแก่ภิกษุสงฆ์วัดใดจะต้องไปแจ้งความจํานงว่าจะนำผ้ากฐิน ไปทอดที่วัดนั้นเป็นการล่วงหน้า การแสดงความจํานงล่วงหน้านี้ เรียกว่า จองกฐิน การทําพิธีถวายผ้ากฐิน เรียกว่า ทอดกฐิน พระภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินจากสงฆ์โดยวิธีที่กําหนดไว้ใน พระวินัย เรียกว่า ผู้กรานกฐินผู้ครองกฐิน หรือ องค์ครองกฐิน เฉพาะผ้ากฐิน บางทีก็เรียกว่า องค์กฐิน ถ้าพร้อมกับของอื่นอัน เป็นบริวารสําหรับถวายภิกษุสงฆ์ เรียกว่า เครื่องกฐิน หรือ บริวารกฐิน [บอริวานกะถิน] เมื่อนําผ้ากฐินไปทอดโดยมีขบวน แห่ เรียกว่า แห่กฐิน ถ้ามีพิธีฉลอง เรียกว่า ฉลองกฐิน การที่ภิกษุสงฆ์ผู้ร่วมอยู่ในพิธีอนุโมทนาต่อองค์ครองกฐิน ตามพระวินัย หรือการที่บุคคลแสดงความยินดีในการที่เขาทอดกฐิน เรียกว่า อนุโมทนากฐิน [อะนุโมทะนากะถิน] ภิกษุสงฆ์ผู้ได้ อนุโมทนากฐินแล้วนั้น ย่อมได้ชื่อว่าเป็น ผู้กรานกฐิน ด้วย ผลของ การทอดกฐิน เรียกว่า อานิสงส์กฐิน, ในทางวินัยสิทธิพิเศษ ๕ ประการซึ่งมีแก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว ก็เรียกว่า อานิสงส์กฐิน เช่นกัน. (ดู กรานกฐิน และ จุลกฐิน).

    กรานกฐิน : ขึงไม้สะดึง คือเอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรเข้าขึงที่ไม้สะดึง เย็บเสร็จแล้วบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ร่วมใจกันยกผ้าให้ในนามของสงฆ์เพื่ออนุโมทนา ภิกษุผู้เย็บจีวรเช่นนั้นเรียกว่า ผู้กราน
    จำพรรษา : อยู่ประจำวัด ๓ เดือนในฤดูฝน คือ ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (อย่างนี้เรียกปุริมพรรษา แปลว่า พรรษาต้น) หรือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ (อย่างนี้เรียก ปัจฉิมพรรษา แปลว่า พรรษาหลัง); วันเข้าพรรษาต้น คือ แรม ๑ ค่ำเดือน ๘ เรียกว่า ปุริมิกา วัสสูปนายิกา, วันเข้าพรรษาหลัง คือ แรม ๑ ค่ำเดือน ๙ เรียกว่า ปัจฉิมิกา วัสสูปนายิกา ; คำอธิษฐานพรรษา ว่า อิมสฺมึ วิหาเร อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ ; ทุติยมฺปี อิมสฺมึ....; ตติยมฺปิ อิมสฺมึ....แปลว่า ข้าพเจ้าเข้าอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนในวัดนี้ (วิหาเร จะเปลี่ยนเป็น อาวาเส ก็ได้) ; อานิสงส์การจำพรรษามี ๕ อย่าง คือ ๑.เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา ๒.จาริกไปไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบสำรับ ๓.ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้ ๔.เก็บอดิเรกจีวรได้ตามปรารถนา ๕.จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้น เป็นของได้แก่พวกเธอ อานิสงส์ทั้ง ๕ นี้ได้ชั่วเวลาเดือนหนึ่ง นับแต่ออกพรรษาแล้ว คือ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ นอกจากนั้นยังได้สิทธิที่จะกรานกฐิน และได้รับอานิสงส์ ๕ นั้น ต่อออกไปอีก ๔ เดือน (ภิกษุผู้เข้าพรรษาแล้วหลัง ไม่ได้อานิสงส์หรือสิทธิพิเศษเหล่านี้)
    จีวรกาลสมัย : สมัยหรือคราวที่เป็นฤดูถวายจีวร; งวดหนึ่ง สำหรับภิกษุที่มิได้กรานกฐิน ตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๑ ถึง เพ็ญเดือน ๑๒ (คือเดือนเดียว), อีกงวดหนึ่ง สำหรับภิกษุที่ได้กรานกฐินแล้ว ตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๑ ไปจนหมดฤดูหนาวคือถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ (รวม ๕ เดือน)
    ผ้ากฐิน : ผ้าผืนหนึ่งที่ใช้เป็นองค์กฐินสำหรับกราน แต่บางทีพูดคลุมๆ หมายถึงผ้าทั้งหมดที่ถวายพระในพิธีทอดกฐิน, เพื่อกันความสับสน จึงเรียกแยกเป็นองค์กฐิน หรือผ้าองค์กฐิน อย่างหนึ่ง กับผ้าบริวารหรือผ้าบริวารกฐิน อืกอย่างหนึ่ง.


    คำถวายผ้ากฐิน (สำหรับวัดมหานิกาย)

    อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (ว่า 3 หน)

    แปลว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์”

    คำถวายผ้ากฐิน (สำหรับวัดธรรมยุต)

    อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินนทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย

    แปลว่า “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐิน พร้อมทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย และครั้นรับแล้วขอจงกรานกฐินด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ”

    การกล่าวคำถวาย ถ้าจะไม่ว่าคำแปลด้วย ให้ทอดเสียงสองคำสุดท้าย สำหรับวัดมหานิกายคือ “โอโณชะยามะ” สำหรับวัดธรรมยุตคือ “หิตายะ สุขายะ” ให้ยาวหน่อย เพื่อให้พระสงฆ์สังเกตได้ว่าจบแล้ว ท่านจะได้กล่าวรับด้วยคำว่า “สาธุ” ขึ้นพร้อมกัน

     เมื่อกล่าวคำถวายจบ พระสงฆ์รับ “สาธุ” ขึ้นพร้อมกันแล้ว ให้นำผ้ากฐินไปประเคนแด่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง ประเคนองค์ที่ 2 หรือองค์ที่ 3 ก็ได้ เพื่อท่านจะได้รับไว้แทนพระสงฆ์ เพราะผ้ากฐินยังไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อท่านรับแล้ว ต่อจากนี้ไปเป็นพิธีกรานกฐินของพระสงฆ์ ซึ่งจะได้พิจารณามอบผ้ากฐินให้แก่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สมควร (Internet)

Sunday, October 23, 2011

Adakah Kita Sedang Mengamalkan Dhamma?


Kita selalu dengar orang berkata Dhamma tidak cukup sekadar dipelajari, tetapi mesti diamalkan. Apakah yang dimaksudkan dengan "mengamalkan Dhamma" (patibat Dhamma)? Individu bagaimana yang dikatakan individu yang sedang mengamalkan Dhamma?


Istilah Dhamma membawa maksud yang sangat luas yang merangkumi seluruh alam semesta; mental dan fizikal. Bagaimana kita hendak mengamalkan kesemuanya? Jadi, apakah yang patut diamalkan baru dikatakan "individu yang mengamalkan Dhamma"? Adakah pergi buat Sanghadana, pergi buat Kathina atau pergi suatmon di wat boleh dikatakan mengamalkan Dhamma?


Ada orang berpendapat bahawa setiap manusia yang mengamalkan kebaikan ialah manusia yang sedang mengamalkan Dhamma. Dhamma yang dimaksudkan di sini ialah ajaran Buddha. Buddha mengajar manusia berbuat baik. Pendapat ini tidak salah tetapi terlalu umum. Ajaran Buddha terlalu banyak. Ajaran mana yang harus diamalkan? Adakah kita mesti mengamalkan kesemua ajaran Buddha baru dikatakan mengamalkan Dhamma?


Dalam kitab Tipitaka ada menerangkan bahawa individu yang dikatakan mengamalkan Dhamma ialah:


Individu yang lengkap dengan Magga 4 dikatakan individu mengamalkan Dhamma.


(Manakala individu yang lengkap dengan Phala 4 dikatakan individu yang menerima hasil daripada mengamalkan Dhamma.) 


(Magga=jalan atau kaedah; Phala/phon=hasil).


Pengamalan yang lain, selain daripada yang disebutkan di atas, biarpun 100 tahun tidak dipanggil mengamalkan Dhamma.


Siapakah individu yang lengkap dengan Magga 4? Individu tersebut ialah:


1. Individu yang mengamalkan Sotapatti Magga;
2. Individu yang mengamalkan Sakadagami Magga;
3. Individu yang mengamalkan Anagami Magga;
4. Individu yang mengamalkan Arahatta Magga.

Pengamalan begini dikatakan "mengamalkan Dhamma" dalam agama Buddha.

Langkah pertama, amalkan Sotapatti Magga terlebih dahulu. Apabila mencapai Sotapatti Magga, pasti akan menerima Sotapatti Phala (hasil). Kemudian barulah mengamalkan Dhamma bagi mencapai tahap yang selebihnya sehingga mencapai Arahatta Phala (Arahant).



Untuk mencapai Arahant, seseorang itu mesti menghapuskan Sangjot 10 (Samjoyana 10). 











Tambun Yang Disanjung Acarn Mun



Kaedah tambun yang disanjung oleh Acarn Mun Bhuridatto.


1. Berkaitan Sila, Acarn Mun menggalakkan masyarakat berpegang pada Sila 5 kerana Sila 5 sesuai dengan kehidupan berkeluarga. Beliau tidak menekankan Sila 8 atau Sila Ubosot. Jikalau tidak mampu berpegang Sila setiap hari, memadai pada hari tertentu iaitu Wan Phra. Berkenaan pembunuhan binatang, beliau menegah membunuh binatang yang berjasa sama sekali. Apabila hendak berpegang Sila, seseorang itu tidak perlu melakukan upacara minta Sila (rapsin) daripada Bhikkhu sebagaimana amalan di tempat kita. Beliau juga tidak gemar memberikan Sila. Bagi beliau, Sila akan jadi Sila bermula dengan niat di hati. Apabila kita berniat mahu berpegang Sila, maka dari detik itu amalan kita telah jadi Sila. 


2. Sewaktu tambun (Sanghadana atau tambun apa-apa sekali pun) tidak perlu melafazkan apa-apa seperti yang dilakukan di tempat kita. Bagi Acarn Mun, tambun memadai dimulakan dengan niat yang ikhlas, kita sudah boleh mengharapkan hasil yang baik (mengecapi kebahagiaan dan bebas daripada segala kesengsaraan). Kita tidak perlu duduk berkumpul "melafazkan kata-kata memberi dana" yang panjang berjela-jela sebagaimana yang lazim dilakukan.  


3. Kain Bangsukun lebih baik daripada kain (civorn) Kathina. Pernah terjadi, sewaktu orang pergi buat Kathina di wat beliau, Acarn Mun tukar istilah "kain Kathina" kepada "kain Bangsukun" kerana anisong kain Kathina sedikit, cuma 4 bulan. Manakala anisong kain Bangsukun selama-lamanya kerana pemakai (Bhikkhu) boleh pakai lama tanpa had masa sehingga kain rosak. 


(Orang Siam selalu sebut Bangsakun, tetapi sebutan yang betul ikut Pali ialah Bangsukun).


(sumber: Larndham)

Friday, October 21, 2011

Terimalah "Mata" Buddhadasa Bhikkhu





พุทธทาสจักไม่ตาย

พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย
แม้ร่างกายจะดับไปไม่ฟังเสียง
ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง
นั่นเป็นเพียงสิ่งเปลี่ยนไปในเวลา

พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย
ถึงดีร้ายก็จะอยู่คู่ศาสนา
สมกับมอบ กายใจ รับใช้มา
ตามบัญชาองค์พระพุทธไม่หยุดเลย

พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย
อยู่รับใช้ เพื่อนมนุษย์ไม่หยุดเฉย
ด้วยธรรมโฆษณ์ตามที่วางไว้อย่างเคย
โอ้เพื่อนเอ๋ยมองเห็นไหมอะไรตายฯ

แม้ฉันตาย กายลับ ไปหมดแล้ว
แต่เสียงสั่ง ยังแจ้ว แว่วหูสหาย
ว่าเคยพลอดกันอย่างไรไม่เสื่อมคลาย
ก็เหมือนฉันไม่ตาย กายธรรมยัง

ทำกับฉัน อย่างกะฉัน นั้นไม่ตาย
ยังอยู่กับ ท่านทั้งหลายอย่างหนหลัง
มีอะไรมาเขี่ยไค้ ให้กันฟัง
เหมือนฉันนั่ง ร่วมด้วย ช่วยชี้แจง

ทำกับฉัน อย่างกะฉัน ไม่ตายเถิด
ย่อมจะเกิด ผลสนอง หลายแขนง
ทุกวันนัด สนทนา อย่าเลิกแล้ง
ทำให้แจ้ง ที่สุดได้ เลิกตายกันฯ













Saya sangat tertarik dengan lukisan "memberi mata" di dinding bangunan. Lukisan ini menggambarkan realiti manusia hari ini yang seolah-olah menjalani kehidupan dalam keadaan tanpa mata. Bayangkan bagaimana manusia tanpa mata; tidak dapat melihat lalu tidak berdaya membezakan yang mana baik, yang mana buruk. Maka ramai yang tersesat memilih yang buruk kerana ingatkan baik dan meninggalkan yang baik kerana disangka buruk. Kehidupan menjadi seperti rojak. 


Acarn Buddhadasa Bhikkhu kesian melihat manusia itu lalu memberikan mata dengan niat agar mereka dapat memilih dengan betul. Malangnya, ramai manusia itu tidak mahu menerimanya lalu melarikan diri. Mereka lebih selesa hidup tanpa mata; hidup dalam kesesatan. 


"Mata" di sini ialah Buddha-Dhamma. Tanpa mata bermaksud tanpa Dhamma. Tanpa Dhamma ialah avijja. Avijja ialah jahil atau bodoh. Jahil dan bodoh seteru kepada kebijaksanaan. Dhamma digunakan untuk memupuk dan menyuburkan kebijaksanaan. Wat, tv, buku, akhbar dan internet ada menyediakan Dhamma. Namun, manusia itu menolaknya. Manusia itu lebih selesa hidup tanpa mata. 



Manusia itu ialah kita!

Wednesday, October 19, 2011

Kathina: Kebaikannya untuk Siapa?

Musim Kathina tiba lagi. Pihak wat Siam sibuk sediakan sampul Kathina untuk diedarkan. Mengagihkan pahala, kata orang. Maka jenuhlah penganut agama Buddha terima sampul pahala tersebut.  


Dahulu sistem perhubungan sukar, hanya sampul-sampul dari wat berdekatan sahaja yang kita terima. Sekarang sistem perhubungan canggih dan pantas, sampul dari seluruh pelusuk Thailand dan Malaysia mampu sampai ke tangan kita. Apabila telah sampai ke tangan, mahu biarkan berhabuk di atas meja, tidak sampai hati. Bukan mahu berkira sangat tentang tambun, tetapi jikalau wat tersebut tidak pernah dikenali, berat hati juga mahu bagi. Namun, atas nama Tri Ratana, apa yang perlu dipedulikan sangat. Asalkan wat itu sah (bukan wat atau samnakh cari makan), setiap sen yang dihulurkan tetap dapat pahalanya. Tambun Kathina hanya setahun sekali. 


Apa itu Kathina? Istilah Kathina merujuk kepada sejenis bingkai kayu yang digunakan bagi merentangkan kain semasa melakukan kerja-kerja jahitan. Dahulu apabila menjahit kain mesti direntangkan pada bingkai kayu agar tegang bagi memudahkan kerja-kerja jahitan. Maklumlah alat-alat menjahit tidak secanggih hari ini.


Kerja-kerja menjahit (membuat) chivorn memerlukan bingkai kayu yang dipanggil Kathina ini. Pada zaman dahulu kerja-kerja menjahit chivorn dilakukan oleh para bhikkhu secara beramai-ramai kerana chivorn mesti disiapkan dalam masa sehari sahaja. Oleh itu, para bhikkhu atau Sangha akan bergotong royong melakukannya. Meriah sekali. Bhikkhu tua, bhikkhu muda akan ikut serta. Phra Saribut, Phra Mongganlana, Phra Maha Kassapa, bahkan Baginda Buddha sendiri akan turut menolong. Pendek kata bhikkhu mahupun samanera akan bekerjasama. Manakala ubasok dan ubasika akan menyediakan minuman kepada bhikkhu dan samanera. Sehelai chivorn terhasil daripada daya usaha ramai orang. 


Sebab itulah chivorn Kathina zaman dahulu sangat tinggi nilainya kerana hasilnya daripada titik peluh dan penat lelah ramai bhikkhu, samanera dan ubasok dan ubasika. Chivorn yang terhasil pula akan diberikan kepada mana-mana bhikkhu atas persetujuan semua bhikkhu yang terlibat menghasilkannya. 


Berbeza dengan chivorn Kathina hari ini yang begitu mudah didapati. Asalkan ada duit, berapa banyak pun boleh dapat. Sekiranya jumlah pahala dikira mengikut jumlah chivorn, orang kaya pasti memonopoli semua pahala. Mereka boleh hantar treler pergi kedai dan muat chivorn balik untuk dipersembahkan kepada wat-wat yang sambut Kathina. Nasib baik pahala dikira mengikut keikhlasan hati. Semua orang berpeluang merasai pahala tersebut. 


Namun, kena beringat. Jangan sampai tertipu. Peribahasa ada menyebut, orang bodoh makanan orang bijak. Musim Kathina ramai bijak pandai agama memasang bubu di alur menunggu sepat, puyu dan haruan sesat. Kaum Buddhis mesti bijak. Jangan mudah tertipu.  Jangan mudah makan umpan pahala. 


Dalam kitab Tipitaka tidak ada sutta yang menjelaskan secara khusus tentang kebaikan dan kelebihan tambun Kathina yang bakal diterima oleh masyarakat Buddhis. Cuma yang ada dijelaskan ialah kebaikan yang diterima oleh para bhikkhu. (Satu lagi kita mesti dapat membezakan istilah "Anisong Kathina" dengan "Anisong daripada membuat Kathina". Dalam kitab Tipitaka diterangkan tentang "Anisong Kathina" yang diterima oleh bhikkhu dan tiada kaitan dengan orang biasa. Manakala "Anisong daripada membuat Kathina" yang diterima oleh penderma tidak dijelaskan secara khusus).


Oleh sebab itulah, para ilmuwan Buddhis berpendapat tambun Kathina tidak berbeza sangat dengan tambun Sanghadana lain. Cuma tambun Kathina  merupakan tambun bermusim kerana tempohnya telah ditetapkan iaitu bermula dari rem 1 kham bulan 11 sehingga kheun 15 kham bulan 12 (13 Oktober - 10 November). 


Jadi, sesiapa yang minat mahu tambun Kathina boleh dilakukan dalam tempoh ini. Oleh sebab tambun Kathina merupakan tambun bermusim, maka tambun Kathina dikatakan istimewa daripada tambun lain. Setahun hanya sekali. Tambun lain boleh dibuat bila-bila masa, sedangkan tambun Kathina hanya boleh dibuat mengikut masa yang telah ditetapkan. Mungkin inilah salah satu sebab ramai kaum Buddhis suka tambun Kathina. Padahal hakikatnya, hasil pahalanya tidak berbeza dengan tambun Sanghadana yang lain. Satu lagi keistimewaanya kerana Kathina melibatkan chivorn. Namun, seperti yang diterangkan di atas, nilai chivorn zaman dahulu dihasilkan sendiri oleh bhikkhu tidak sama dengan chivorn hari ini yang dibeli di kedai. Nilai, semangat dan moralnya berbeza. 


Anisong Kathina yang diterima oleh bhikkhu ialah dikecualikan daripada 5 vinaya selama 4 bulan. Saya tidak berhasrat menjelaskan perkara ini kerana tiada kaitan dengan orang biasa. Manakala bhikkhu sendiri pasti telah tahu. 


Kebaikan membuat Kathina sebagaimana yang pernah dijelaskan oleh Luang Phor Phan, Wat Bang Nom Kho atau Luang Pho Resi Lingdam Wat Tha Sung, tidak disebut tentang sutta dalam kitab Tipitaka sebagai sokongan. Ini bermakna Buddha tidak pernah menerangkan tentang "kebaikan daripada membuat Kathina" secara khusus. 

Mengikut Luang Pho Phan, sekiranya seseorang itu turut serta jadi "penganjur" bersama Kathina sebanyak 3 kali, kehidupannya akan senang.  Beliau memberi contoh bagaimana kisah Baginda Gautama Buddha yang pernah hidup pada zaman Phra Pathum Muttara Buddha dengan nama Maha Dukkhata.  Maha Dukkhata sangat miskin. Beliau pernah mengikut serta membuat Kathina dengan menderma segulung benang. Phra Pathum Muttara Buddha berkata bahawa Maha Dukkhata akan mencapai Bodhisatta dan menjadi Buddha dalam kehidupan akan datang hasil daripada membuat Kathina tersebut. Kisah ini untuk dijadikan teladan, bukan kebenaran mutlak. 


Bahkan Baginda Buddha juga pernah berkata: "Walaupun Baginda mempunyai mata istimewa (dibba-cakkhu) yang berupaya memandang jauh menembusi langit dan bumi, tetapi tidak pernah nampak di mana penghujung kebaikan daripada membuat Kathina." 


Betapa hebatnya kebaikan daripada membuat Kathina. Tunggu apa lagi, marilah sama-sama pergi tambun Kathina. Namun, berwaspada jangan sampai tertipu oleh alacchi yang cari makan dengan agama!





Tuesday, October 18, 2011

Kalama Sutta Menuntut Kita Menggunakan Akal Fikiran


Seorang kenalan bertanya adakah salah sekiranya penganut agama Buddha tidak mempercayai ajaran Buddha? Saya bertanya balik, adakah penganut agama Buddha tidak mempercayai ajaran Baginda? Dia berkata, dalam Kalama Sutta, Buddha senaraikan 10 perkara yang tidak patut dipercayai. Saya dapat tangkap bahawa soalan dia tidak tepat. Dia bertanya tentang kepercayaan terhadap ajaran Buddha, sedangkan apa yang dimaksudkan ialah konsep Kalama Sutta. 

Saya berkata, saya percaya semua ajaran Buddha kerana akal sejengkal saya tidak mampu menolak ajaran Baginda yang diperolehi melalui Trassaru. Akan tetapi hanya ajaran tulen Baginda yang saya percaya; bukan ajaran palsu yang didakwa keluar daripada mulut Baginda, atau ajaran tradisi moyang yang bercampur-aduk dalam upacara agama yang diamalkan masyarakat kita.  Saya berpendapat selaku penganut agama Buddha, kita tidak harus was-was terhadap ajaran tulen Buddha. Walaupun tidak berdosa, apabila kita tidak percaya, kita tidak mengamalkannya. Apabila kita tidak mengamalkannya, kita tidak akan mendapat faedahnya. Agama Buddha menekankan faedah, bukannya kepercayaan. 

Kalama Sutta

1. Janganlah percaya begitu saja apa yang anda dengar hanya kerana anda telah mendengar hal itu sejak sekian lama.

2. Janganlah mengikuti tradisi secara membuta tuli hanya kerana hal itu telah dipraktikkan sedemikian secara turun-temurun.

3. Janganlah cepat terpedaya dengan desas-desus atau khabar angin.

4. Janganlah menyakini segala sesuatu hanya kerana hal itu tertulis atau selaras dengan kitab suci anda.

5. Janganlah membuat ramalan secara bodoh.

6. Janganlah tergesa-gesa membuat kesimpulan berdasarkan jangkaan daripada apa yang anda lihat dan dengar.

7. Janganlah percaya hanya kerana berfikir mengikut keadaan semasa.

8. Janganlah percaya kerana perkara itu sehaluan dengan kepercayaan atau fahaman anda.

9.Janganlah percaya sesuatu perkara kerana anda merasakan individu yang menceritakan perkara itu boleh dipercayai.

10.Janganlah menyakini sesuatu hanya kerana diberitahu oleh individu yang anda anggap sebagai guru (acariya).

Kesaputta Sutta atau yang orang Siam panggil Kalama Sutta mengikut nama masyarakat "Kalama" yang menerima Sutta ini daripada Buddha mesti difahami betul-betul. 

Kaum Buddhis yang kurang pendidikan agama Buddha selalu menggunakan sutta ini untuk dijadikan alasan yang salah. Mereka selalu berkata bahawa Buddha menegah daripada mempercayai kitab (buku), menegah daripada mempercayai guru atau acariya. Buddha hanya mengizinkan pengikutnya mempercayai fikiran dan pandangan sendiri sahaja. 

Ini tanggapan yang salah. Sekiranya kita langsung tidak mempercayai apa-apa sumber, maka kita juga tidak boleh mempercayai Kalama Sutta kerana datangnya dalam kitab. Bukankah begitu? 

Di bawah ini diturunkan beberapa perkara untuk direnungi. 

1. Sutta ini menerangkan bahawa masyarakat Kalama selalu dikunjungi guru-guru daripada pelbagai aliran kepercayaan. Ini kerana kedudukan perkampungan Kalama di tengah-tengah laluan penting pengembara. Setiap kali datang guru-guru ini akan menyebar, memuji dan mengangkat  ajaran mereka sebagai yang terbaik dan pada masa yang sama mengutuk ajaran orang lain. Akibatnya masyarakat Kalama menjadi keliru dan sesetengahnya naik meluat. Mereka keliru kerana tidak dapat membuat keputusan atau pilihan ajaran siapa yang betul dan patut diikuti serta diamalkan. 

Apabila Buddha datang, Baginda menerangkan sutta ini kepada masyarakat Kalama sebagai panduan dan pedoman memilih kepercayaan. Baginda tidak memuji dan mengangkat ajaran Baginda dan pada masa yang sama tidak mengutuk ajaran guru lain. Masyarakat Kalamat sangat menyukainya dan menerima ajaran Buddha dengan lapang hati.

2. Akal dan kebijaksanaan mesti menjadi teras dalam menilai sesuatu perkara. Perkara yang dimaksudkan di sini ialah ajaran (agama). Sejauh manakah ajaran tersebut membawa faedah atau musibah kepada pengamalnya? Buddha memberi panduan yang mudah iaitu:

a) Perkara itu merupakan kebaikan atau keburukan?

b) Perkara itu disanjungi atau dikeji para ilmuwan?

c) Perkara itu apabila diamalkan akan mengurangkan perasaan tamak, marah dan sesat atau sebaliknya?

d) Hasil daripada amalan yang dianjurkan ajaran tersebut akan menambahkan kesengsaraan (dukkha) atau kebahagiaan (sukkha)?

Jawapan daripada empat soalan di atas bakal memberi keputusan yang tepat terhadap aliran kepercayaan yang patut diikuti dan diamalkan. Namun, akal manusia itu terhad menyebabkan mereka tidak berjaya membuat rumusan yang betul sehingga Buddha terpaksa menerangkan konsep kepercayaan 10 perkara. 

3. Tidak menegah mempercayai semua sumber termasuk guru atau acariya. 

Sebenarnya Kalama Sutta tidak melarang sesiapa mempercayai sesuatu sumber, termasuk kitab (buku), guru atau acariya. Jikalau Kalama Sutta melarang kita mempercayai kitab, guru atau acariya, kita juga tidak boleh mempercayai kitab Tipitaka yang memuatkan ajaran Buddha. Jika begitu keadaannya, apa akan terjadi? Ajaran Buddha tidak akan memberi sebarang faedah kepada manusia sejagat? 

Mereka yang membaca atau memahami sutta ini dengan tidak mendalam, sering menggunakan persepsi sendiri dengan berkata bahawa Buddha menegah daripada mempercayai kitab, guru atau acariya, sebaliknya mempercayai diri sendiri. Saya pun selalu dengar perkara ini lalu berkata dalam hati: "Oh, sahabat yang berkongsi kelahiran dan kematian semua, kalian sedang dikelirukan, tetapi kenapa berlagak bijak?"

Hakikatnya, Buddha bermaksud agar kita tidak mudah mempercayai sesuatu. Bukan menegah kita tidak mempercayai langsung. Apabila kita mendengar atau membaca sesuatu, kita mesti menggunakan akal fikiran dan kebijaksanaan menilainya. Kita membuat penilaian peringkat demi peringkat. Kita mempercayainya tahap demi tahap. Kepercayaan akan mantap apabila disertai dengan amalan. Nescaya kita akan menerima faedahnya. 

Monday, October 17, 2011

Buddha Mematahkan 3 Kepercayaan

Di India pada zaman Buddha dahulu terdapat begitu banyak aliran kepercayaan yang dipanggil dhiarathi. Istilah agama belum diterima pakai. Agama Buddha disebut Dhamma-vinai kerana Buddha mengajar Dhamma dan Vinai (Vinaya). Kepercayaan yang paling dominan ketika itu ialah kepercayaan Brahmana. Kepercayaan ini pula terpecah kepada puluhan aliran lagi.


Oleh sebab aliran kepercayaan yang banyak, jenis kepercayaan juga pelbagai. Namun, Buddha berjaya mematahkan kesemua jenis kepercayaan ini. Sekiranya Buddha gagal, tidak mungkin Baginda dapat menyebarkan Dhamma vinai Baginda kerana para dhiarathi lain yang ada begitu taksub dengan kepercayaan mereka. Bukan perkara mudah bagi mereka menerima ajaran Buddha. Namun, sebagaimana yang kita maklum, Buddha memperolehi Dhamma vinai melalui Pencerahan Sempurna (Trassaru) yang kebenarannya sukar disanggah. 


Terdapat 3 jenis kepercayaan yang menjadi dominan. 


1. Kepercayaan yang berkaitan dengan Karma dahulu.


Kepercayaan ini beranggapan bahawa semua perkara, tidak kira apa, sebab atau hasilnya, bahagia atau sengsara, perbuatan atau pertuturan, semuanya terhasil daripada Karma terdahulu (kehidupan dahulu). Oleh itu, semua manusia tertakluk kepada ketentuan Karma terdahulu. Kehidupan manusia mesti ikut Karma terdahulu.  


Buddha berkata, jikalau begitu, kita tidak ada kesempatan, tidak ada kemampuan, tidak ada jalan bagi mengatasi apa-apa pun kerana Karma terdahulu telah menentukan kehidupan kita. Kita tidak berupaya mengubah apa-apa langsung kerana Karma terdahulu telah menetapkan baik dan buruk kehidupan kita. Kita mhu mengamalkan Sila pun tidak boleh. Kita mahu buat Samadhi Pavana pun tidak boleh. Kita mahu meningkatkan Panya pun tidak boleh kerana semuanya akan terjadi mengikut hasil Karma terdahulu. Semua yang kita buat hanya sia-sia. Semua perbuatan tidak akan memberi hasil kerana semuanya dalam ketentuan Karma terdahulu. Kita hanya mampu duduk berdiam diri menunggu balasan Karma terdahulu?


Golongan yang berpegang pada kepercayaan ini berdiam diri apabila disoal oleh Buddha begini. Mereka buntu. Pegangan mereka berjaya dipatahkan oleh Buddha. Bagi Buddha, manusia tidak harus bergantung hidup pada Karma terdahulu. Manusia mesti membuat Karma baru untuk mengatasi Karma terdahulu. Manusia tidak boleh membiarkan Karma terdahulu menjadi penentu kehidupannya. Manusia mesti membuat Karma baru yang lebih baik. Manusia yang dilahirkan miskin misalnya, jikalau dia percaya kemiskinannya kerana hasil Karma terdahulu yang tidak boleh diubah, maka mustahil dia akan berjaya keluar daripada kemiskinan tersebut. Hakikatnya, dia boleh keluar daripada kemiskinan apabila dia membuat Karma baru iaitu tekun berusaha sehingga berjaya keluar daripada kemiskinan.


2. Kepercayaan yang berkaitan dengan Isuan.


Semua perkara terhasil daripada kuasa Isuan (Iswara). Isuan ialah Tuhan. Masyarakat India ketika itu percaya kepada Tuhan. Orang yang tidak percaya kepada Tuhan pun ada tetapi tidak ramai. Dhiarathi yang percaya kepada Isuan yakin bahawa segala benda terhasil atau dicipta oleh Isuan. Kehidupan manusia ialah ketentuan Isuan. 


Buddha pun berkata jikalau begitu kita pun tidak mampu berbuat apa-apa. Kita mahu mengamalkan Sila, mahu buat apa pun tidak boleh kerana semuanya ditentukan oleh Isuan. Kita mahu mengamalkan Sila, mahu buat baik pun mesti menunggu ketentuan daripada Isuan? Bagaimana dengan mereka yang buat jahat? Mereka tidak berpeluang buat baik selagi Isuan tidak mahu mereka berbuat baik? Siapakah yang akan menanggung balasan kejahatan itu? Orang yang buat jahat atau Isuan? 


Golongan yang percaya kepada Isuan buntu. 


Buddha berkata lagi. Sekarang kita (Baginda) boleh buat apa yang kita mahu. Maka kita tidak akan berpegang kepada kepercayaan yang mengatakan semuanya ditentukan oleh Isuan. Kepercayaan ini pun berjaya dipatahkan.


3. Kepercayaan yang menolak punca atau sebab (hetu-paccaya).


Kepercayaan ini menolak terus sebab atau punca. Mereka hanya pentingkan hasil yang bakal diterima sahaja. Golongan ini percaya bahawa kita tidak memerlukan punca atau sebab untuk terjadi sesuatu. Apa yang akan terjadi, tetap akan terjadi. Apa yang akan berlaku tetap akan berlaku tanpa menunggu sebab-sebab atau sumber-sumbernya.


Buddha berkata kepercayaan ini tidak berguna sama sekali. Kita langsung tidak boleh merancang apa-apa kerana semuanya terjadi begitu sahaja tanpa ada sebab musabab. Kita hanya mampu berpeluk tubuh menunggu hasil bergolek ke riba. Bagi Buddha, semua hasil mesti ada punca atau sumbernya (hetu-paccaya). Tiada apa-apa yang terjadi atau terhasil tanpa hetu-paccaya. Pokok kelapa misalnya tumbuh daripada benihnya. Pokok kelapa tidak akan muncul secara tiba-tiba dari tanah. 


Golongan yang menolak hetu-paccaya pun terbungkam. Pegangan mereka berjaya dipatahkan oleh Buddha. 


Selepas mematahkan 3 kepercayaan di atas, Buddha pun menerangkan ajaran Baginda kepada para dhiarathi lain tentang elemen 6 - tanah, air, angin, api, udara, vinyan. Ajaran Baginda ini tiada sesiapa mampu mematahkannya, menafikannya atau menyanggahnya kerana ini ialah kebenaran hakiki. 


Bahagian fizikal terdiri daripada elemen tanah, air, angin dan api. Bahagian mental ialah elemen vinyan. Selain itu terdapat ruang (udara) yang merupakan tempat letak 5 elemen tadi. Daripada elemen 6 inilah terbentuk Ayatana 6 (mata, telinga, hidung, lidah, tubuh dan hati), Phassa (sentuhan atau kontek), Vedana (perasaan bahagia, sengsara atau neutral), Tanha (nafsu), Upadana (kemelekatan) dan sebagainya sehingga tamat Paticcasamuppada.


Apabila kita perhatikan cara Buddha menundukkan dhiarathi, Baginda akan bersihkan terlebih dahulu pegangan diarathi tersebut sebelum menerapkan Dhamma vinai Baginda. Jikalau pegangan (prinsip) lama masih ada, sukar bagi seseorang menerima pegangan baru.  


Kita pun sama. Jikalau kita mahu mengetahui ajaran tulen Buddha, kita mesti buang ego kita, buang kepercayaan lama kita terlebih dahulu, kemudian berusaha memahami ajaran baru yang tulen. Namun, ego harus dibuang kerana selagi ada ego sampai bila-bila minda kita akan tertutup kepada yang baru walaupun benar. Bukan mudah, tetapi tidak mustahil. 







Friday, October 14, 2011

Jangan Jadi Beban Kepada Agama

Seperti yang kita maklum tiada paksaan dalam agama Buddha. Dalam kitab Tipitaka yang jumlahnya 45 jilid (disusun supaya sama dengan jumlah 45 tahun Baginda menyebarkan Dhamma Vinaya), yang terbahagi kepada Vinaya Pitaka, Sutta Pitaka dan Abidhamma Pitaka atau bersamaan dengan 84,000 tajuk utama Dhamma, tiada satu rangkap pun  yang mengandungi unsur paksaan ke atas umat manusia. Baginda memberi kebebasan sepenuhnya kepada umat manusia menggunakan akal fikiran bagi menilai, kemudian membuat keputusan sama ada mahu menerima atau menolak ajaran Baginda. 


Baginda telah menunjukkan mana jalan yang benar, mana jalan yang salah, maka terpulang kepada manusia membuat pilihan jalan yang mahu dilaluinya. Tugas Baginda setakat menunjukkan jalan. Baginda tidak memaksa, memperdaya atau mengumpan umat manusia bagi mengikut jalan Baginda. Baginda berkata kehidupan ini dipenuhi kesengsaraan (dukkha) - lahir, tua, sakit dan mati ialah kesengsaraan. Baginda telah menunjukkan kepada manusia tentang kesengsaraan (Dukkha), punca kepada kesengsaraan (Samudaya), pembebasan daripada kesengsaraan (Nirodha) dan jalan menghapuskan kesengsaraan (Magga 8). Maka terpulang kepada manusia sendiri ingin menerimanya atau tidak. 


Uttiya, individu dari agama lain secara bersindir, pernah bertanya kepada Buddha bahawa berapa ramai umat manusia yang akan dibawa keluar daripada kesengsaraan oleh Baginda? Kesemuanya, separuh atau satu perempat? Beliau bertanya begitu kerana agama lain sangat mementingkan kuantiti penganut mereka. Bagi mereka, semakin ramai penganut, semakin hebat agama tersebut. 


Buddha berdiam diri tidak menjawab. Uttiya seperti naik tocang melihat Buddha berdiam diri, ingat Buddha telah buntu. Kebetulan ketika itu Bhikkhu Ananda (Phra Anon) ada bersama. Bhikkhu Ananda meluat dengan sikap Uttiya. Bhikkhu Ananda belum Arahant, oleh itu beliau tidak dapat mengawal perasaan lalu menjawab bahawa Buddha tidak mempunyai keperluan untuk tahu berapa ramai manusia berjaya keluar daripada kesengsaraan kerana Baginda tidak ada niat untuk "mengutip tol" ke atas manusia tersebut. Baginda mengajar Dhamma vinai untuk kebaikan manusia itu sendiri. Baginda tiada ada-apa kepentingan. 


Oleh sebab Buddha tiada apa-apa kepentingan ke atas manusia, kita sebagai manusia tidak patut menjadi beban kepada agama Baginda. Baginda tidak paksa kita mengikut jejak Baginda. Kita mengikutnya secara suka rela. Sekiranya kita tidak mampu mengikutnya, kita tidak perlu memaksa diri. Kita boleh ikut jalan kita sendiri. Jangan menjadi beban kepada agama. 


                                                (Gambar: Ma-nut)


Dengar khabar, seorang bhikkhu yang berasal dari Kelantan, tetapi tinggal di sebuah Samnak Song di sebuah daerah di Pahang berkelakuan tidak senonoh. Dia pernah dilihat berdua-duaan bersama wanita. Baru-baru ini dilihat pula berbaju dan berseluar jeans pergi ke negara jiran. Jikalau tidak mampu mematuhi disiplin Buddha, kenapa mahu paksa diri? Keluar saja dari alam bhikkhu. Jalani kehidupan sebagai orang biasa. Habis cerita. Dosa tidak perlu ditanggung. Orang pun tidak akan bercakap lagi. 


Than Chau Khun pun tidak patut berdiam diri. Bukannya Than Chau Khun tidak tahu. Bhikkhu (jika masih layak dipanggil bhikkhu) ini pernah tinggal di wat Than Chau Khun. Membiarkan bhikkhu buruk begini terus berjubah kuning, hanya akan mencemarkan imej agama Buddha, umpama nila setitik rosak susu sebelanga. Nanti nama Than Chau Khun juga akan turut tercemar. 











Monday, October 10, 2011

Pertimbangkan 6 Keadaan Sebelum Bercakap

Baginda Buddha seorang yang sangat mengambil berat tentang percakapan. Baginda tidak bercakap sesuka hati, atau ikut sedap seperti kita. Baginda tidak memperkecil atau merendahkan  golongan lain yang mempunyai kepercayaan yang berbeza dengan Baginda. 


Walaupun terdapat beratus-ratus aliran kepercayaan di India pada zaman tersebut, tetapi tiada satu pun yang bermusuhan dengan Baginda. Walaupun dalam Attha Katha (bahagian huraian Tipitaka) ada disebut Buddha "dimusuhi" aliran tertentu, namun maksud "dimusuhi" itu tidak sebagaimana yang kita fahami. "Dimusuhi" di sini sekadar "tidak puas hati" bukannya bermusuhan seperti kita hari ini. (Dalam Pali tidak disebut Buddha "dimusuhi" mana-mana aliran).


Kita apabila bermusuhan, mulalah berkapak, berpedang untuk memerangi musuh. Kita ingat apabila musuh diperangi semuanya (dihapuskan), kita akan hidup aman. Hakikatnya tidak begitu. Musuh sebenar kita ialah nafsu kita yang tidak terkawal. Menuding orang lain sebagai musuh yang wajib diperangi semata-mata kerana fahamannya bercanggah dengan fahaman kita satu kesilapan yang besar. 


Tiada sebab Baginda Buddha dimusuhi kerana Baginda tidak pernah menghukum "neraka" kepada mana-mana aliran kepercayaan. Tidak seperti kita hari ini, begitu mudah menghukum "neraka" orang atau golongan yang tidak sealiran dengan kita.


Menghukum "neraka" orang lain semata-mata kerana kepercayaannya tidak sealiran dengan kepercayaan kita ialah kerja syaitan. Hanya syaitan yang gemar menghukum orang lain. Manusia suci seperti Buddha tidak akan menghukum orang lain semata-mata kerana perbezaan kepercayaan. Bagi Buddha, kepercayaan apa sekali pun, termasuk pengikut Baginda, sekiranya tidak mengamalkan kebenaran, pasti akan menanggung penderitaan.


Kepercayaan yang tidak sealiran dengan Dhamma-vinai Buddha dipanggil "diarathi" lain. Dalam konteks hari ini, diarathi lain boleh bermaksud agama lain, selain agama Buddha. Istilah diarathi bermaksud pengkalan, jeti atau tempat berlabuh. Kepercayaan atau agama yang ada di India ketika itu diumpamakan seperti pengkalan, jeti atau tempat berlabuh kapal, sampan, perahu, tongkang atau rakit. Agama Budda pun termasuk di dalam istilah diarathi. Oleh sebab itulah apabila merujuk kepada agama lain disebut "diarathi lain". 


Agama umpama pengkalan atau jeti. Dhamma umpama sampan, perahu atau rakit. Sungai umpama kesengsaraan. Manusia mesti pergi ke pengkalan atau jeti untuk menaiki sampan, perahu atau rakit bagi menyeberangi sungai ke seberang sana. Semua agama umpama pengkalan atau jeti yang menyediakan sampan, perahu dan rakit bagi manusia menyeberang ke seberang sana, maka tidak ada sebab Buddha dan agama lain harus bermusuhan. Semua agama berkongsi matlamat yang sama iaitu memastikan manusia selamat tiba ke seberang sana. Seberang sini dipenuhi kesengsaraan, maka manusia mesti menyeberang ke seberang sana yang aman dan tenteram dengan selamat.


Jikalau ada sedikit perbezaan, mungkin kerana sampan, perahu atau rakitnya yang tidak sama. Perkara ini sering menjadi perbincangan dan perbahasan antara Buddha dengan pengikut diarathi laintetapi tidak sampai bermusuhan seperti yang tertulis di dalam Attha Katha. Pada waktu pagi sebelum pergi bindapada, Buddha selalu singgah ke tempat penginapan diarathi lain untuk berbincang dhamma. Ada yang terima dhamma Buddha dan ada yang menolaknya terus. Malahan ajaran diarathi lain juga tidak semua ditolak oleh Buddha. Ada sesetengahnya diterima Buddha. Namun, hanya ajaran Buddha yang matlamat akhirnya Nirvana, manakala ajaran diarathi lain tamat di syurga. Ariya Sacca 4 dan Magga 8 cuma ada dalam ajaran Buddha. Dalam ajaran diarathi lain tiada. 


Seperti yang dikatakan di atas, Buddha tidak memperkatakan sesuatu sesuka hati kerana Baginda tidak mahu menyakiti hati orang lain. Baginda akan mempertimbangkan 6 keadaan terlebih dahulu. 

1. Baginda tidak memperkatakan perkara yang tidak benar, tidak betul, tidak mendatangkan faedah dan tidak disenangi orang lain.


2. Baginda tidak memperkatakan perkara yang benar dan betul tetapi tidak mendatangkan faedah dan tidak disenangi orang lain.


3. Baginda akan memilih masa yang sesuai untuk memperkatakan perkara yang benar, betul dan mendatangkan faedah, tetapi tidak disenangi orang lain. 


4. Baginda tidak memperkatakan perkara yang tidak benar, tidak betul, tidak mendatangkan faedah biarpun disenangi orang lain.


5. Baginda tidak memperkatakan perkara yang benar, betul, tetapi tidak mendatangkan faedah biarpun disenangi orang lain.


6. Baginda akan memilih masa yang sesuai untuk memperkatakan perkara yang benar, betul, mendatangkan faedah dan disenangi orang lain. 


Kenapa Buddha mempertimbangkan 6 keadaan ini? Kerana Baginda mempunyai perasaan belas kasihan terhadap manusia dan semua makhluk lain. Dunia akan aman jikalau semua orang mempertimbangkan 6 keadaan di atas sebelum bercakap. 


Walaupun sesuatu perkara itu diyakini benar, betul, mendatangkan faedah dan disenangi orang lain, namun Buddha masih memilih masa yang sesuai untuk memperkatakannya. Baginda akan mempertimbangkan faktor-faktor lain lagi, misalnya kesediaan dan kemampuan orang yang mendengarnya. 


Baginda tidak seperti kita. Kita jarang mempertimbakgan 6 keadaan di atas. Apa-apa sahaja yang kita rasa mahu diperkatakan, kita tidak akan berdiam diri. Kita tembak terus tanpa mengambil kira perasaan orang lain. Asalkan kita rasa kita betul, kita sembur bertubi-tubi. Kerana yakin kitab kita benar, kita pun tembak pemegang kitab lain sesuka hati biarpun realitinya kita tidak pernah buka kitab yang lain itu. 


Inilah kita yang sama sekali berbeza dengan Buddha bagai langit dengan bumi.



Thursday, October 6, 2011

คนไทยมาจากไหน?


คนไทยมาจากไหน
จากที่ได้ศึกษาจากหนังสือทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของคนไทยแล้วนั้น  สามารถสรุปเป็นแนวคิดกว้าง ๆได้ 5 กลุ่มดังนี้คือ
.     เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่ในบริเวณมณฑลเสฉวน ถูกจีนรุกราน แล้วอพยพลงสู่ยูนานและแหลมอินโดจีน  นักวิชาการที่เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้คือ เตเรียน เดอร์ ลาคูเปอรี
.     เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่ในบริเวณเทือกเขาอัลไต  สรุปได้ว่าไทยเป็นเชื้อสายมองโกล เรียกว่าลาวหรือต้ามุง  เนื่องจากถูกขนเผ่าอื่นรุกรานจึงอพยพมาจากตอนกลางมาสู่ตอนใต้ของจีน และเข้าสู่อินโดจีน  นักวิชาการที่เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้คือ  วิลเลี่ยม คลิฟตันด๊อด
.     เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยกระจัดกระจายทั่วไปในบริเวณตอนใต้ของจีน  และทางตอนเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ตลอดจนบริเวณ รัฐอัสสัมของอินเดีย  นักวิชาการที่เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้คือ  วูลแฟรม อีเบอร์ฮาด เฟรเดอริก โมต วิลเลียม  เก๊ดนีย์
.     เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่ในบริเวณเนื้อที่ประเทศไทยปัจจุบัน  เนื่องจากมีการตรวจวิเคราะห์โครงกระดูกในยุคหินใหม่ ที่ขุดค้นพบในประเทศไทย  นักวิชาการที่เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้คือ นายแพทย์สุด  แสงวิเชียร ศาสตราจารย์ ชิน  อยู่ดี
.     เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอาจอยู่ในบริเวณคาบสมุทรมลายู  หรือบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย  และค่อย ๆ แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนใต้ของจีน  เนื่องจากมีการเปรียบเทียบหมู่เลือด และความถี่ของยีน  นักวิชาการที่เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้คือ  นายแพทย์สมศักดิ์  พันธุ์สมบูรณ์ ,นายแพทย์ประเวศ วะสี
จากทฤษฎีต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้  สามารถสรุปรวมกันได้คือ  คนไทยมีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่ที่เป็นทวีปเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบัน   คือจากประเทศจีน  ประเทศไทย  และประเทศแถบอินโดนีเซีย


แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดคนไทย

การศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของผู้คนในดินแดนต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย เริ่มขึ้นโดยชาวตะวันตกซึ่งใช้วิธีการค้นคว้า คือ เดินทางไปสำรวจด้วย ตนเอง สอบสวนค้นคว้าทางภาษา การแต่งกาย ความเป็นอยู่ สภาพบ้านเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและอื่น ๆ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากประจักษ์พยานไปประมวลเป็นงานเขียนหรือรายงานการสำรวจ และอีกวิธีคือ สืบค้นนำข้อมูลที่ได้จากประจักษ์พยานไปประมวลเป็นงานค้นคว้าของชาวต่างประเทศที่เรียบเรียงไว้

ดังนั้นวิธีการดังกล่าวรวมทั้งการศึกษาค้นคว้าของคนไทยได้ก่อให้เกิดความหลากหลายในทัศนะเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของคนไทย ดังนี้
กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ในบริเวณมณฑลเสฉวน ประเทศจีน
เตเรียน เดอ ลาคูเปอรี (Terrien de la couperie) ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ ประจำมหาวิทยาลัยลอนดอน ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาศาสตร์ของอินโดจีน เป็นเจ้าของความคิดนี้ ผลงานของท่านชื่อ The Cradle of the Shan Race ตีพิมพ์ พ.ศ.2428 อาศัยหลักฐานจีนโดยพิจารณาความคล้ายคลึงกันทางภาษาของผู้คนในจีนและเอเชียตะ วันออกเฉียงใต้ แล้วสรุปว่า คนเชื้อชาติไทยตั้งถิ่นฐานในดินแดนจีนก่อนจีน คือเมื่อ 2208 ปีก่อนคริสตกาล ดังปรากฏในรายงานการสำรวจภูมิประเทศจีน ถิ่นที่อยู่ของคนไทยที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีนนี้อยู่ในเขตมณฑลเสฉวนในปัจุบัน
งานของลาคูเปอรี ได้รับการสืบทอดต่อมาในงานเขียนของนักวิชาการไทย เช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประภาศิริ เสฐียรโกเศศ พระยาอนุมานราชธน หลวงวิจิตรวาทการ และศาสตราจารย์รอง ศยามานนท์
กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่แถบเทือกเขาอัลไต ทางตอนเหนือของประเทศจีน
เจ้าของความคิด คือ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ชื่อ วิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ (William Clifton Dodd) ได้เดินทางไปสำรวจความเป็นอยู่ของชาติต่าง ๆ ในดินแดนใกล้เคียงพร้อมทั้งเผยแพร่ศาสนาด้วย โดยเริ่มจากเชียงราย เชียงตุง สิบสองปันนา ยูนนาน จนถึง ฝั่งทะเลกวางตุ้ง ผลจากการสำรวจปรากฏในงานเขียนเรื่อง The Thai Race : The Elder Brother of the Chinese ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ.2452 งานเขียนนี้สรุปว่าไทยสืบเชื้อสายจากมองโกลและเป็นชาติเก่าแก่กว่าจีนและฮิบรู
งานเขียนของหมอดอดด์ ได้รับความสนใจทั้ง ชาวไทยและต่างประเทศ นักวิชาการไทยคนสำคัญที่สืบทอดความคิดของหมอดอดด์ คือ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) ได้เขียนงานเขียนชื่อ หลักไทย” เป็นหนังสือแต่งทางประวัติศาสตร์ ได้รับพระราชทานรางวัลของพระบาทสมเด็กพระปกเกล้าฯ กับประกาศนียบัตรวรรณคดีของราชบัณฑิตยสภา ใน พ.ศ.2471 ในหนังสือ หลักไทย สรุปว่าแหล่งกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต (แหล่งกำเนิดของมองโกลด้วย) หลักสูตรไทยได้ใช้เป็นตำราเรียนประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับน้อยมาก
.กลุ่มที่เชื่อว่าไทยมีถิ่นกำเนิดกระจัด กระจายทั่วไปในบริเวณตอนใต้ของจีนและทางเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ ตลอดจนแคว้นอัสสัมของอินเดีย
นักสำรวจชาวอังกฤษ ชื่อ โคลกูฮุน (Archibal R. Colguhon) เป็นผู้ริเริ่มความเชื่อนี้ เขาได้เดินทางจากกวางตุ้งตลอดถึงมัณฑเลย์ในพม่าและได้เขียนหนังสือชื่อ Chrysi เล่าเรื่องการเดินทางสำรวจดินแดนดังกล่าว และเขียนรายงานไว้ว่าพบคนไทยเชื้อชาติไทยในแถบนี้ งานเขียนนี้ตีพิมพ์ในอังกฤษเมื่อ พ.ศ.2428 ผู้เขียนได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมภูมิศาสตร์ของอังกฤษ ต่อมาหนังสือเล่มนี้ได้แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน ทำให้แนวคิดนี้แพร่หลายออกไป
นอกจากนี้มีงานค้นคว้าประเภทอาศัยการตีความหลักฐานจีนอีก เช่น งานของE.H. Parker ปาร์คเกอร์ กงสุลอังกฤษประจำเกาะไหหลำ เขียนบทความเรื่องน่านเจ้า พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2437 โดยอาศัยตำนานจีน บทความนี้พูดถึงอาณาจักรน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไทยเฉพาะราชวงศ์สินุโลและ คนไทยเหล่านี้ถูกคนจีนกดดันถึงอพยพลงมาทางใต้ งานของเขียนปาร์คเกอร์ได้รับการสนับสนุนจากทั้งนักวิชาการตะวันตกและจีน (ศาสตราจารย์ติง ศาสตราจารย์ โชนิน ศาสตราจารย์ชุนแชง) และญี่ปุ่น (โยชิโร ชิราโทริ)
งานค้นคว้าที่เดิ่นอีกคืองานของ วิลเลียม เคร์ดเนอร์ (Willian Credner)ซึ่งค้นคว้าเกี่ยวกับยูนนาน โดยสำรวจภูมิประเทศและเผ่าพันธุ์ที่ตกค้างในยูนนาน สรุปว่าถิ่นเดิมของชนเผ่าไทยควรอาศัยในที่ต่ำใกล้ทะเล เช่น มณฑลกวางสี กวางตุ้ง ส่วนแถบอัลไตคนไทยไม่น่าจะอยู่เพราะคนไทยชอบปลูกข้าว ชอบดินแดนแถบร้อนไม่ชอบเนินเขา
นอกจากนี้ วูลแกรม อีเบอร์ฮาด (Wolgram E berhard) ชาวเยอรมันผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยา มานุษยวิทยา และโบราณคดีจีน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของไทยในงานเขียนชื่อ A History of China (พิมพ์เป็นภาษาเยอรมัน ต่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ) สรุปว่าเผ่าไทยอยู่บริเวณมณฑลกวางตุ้ง ต่อมาอพยพมาอยู่แถบยูนนานและดินแดนในอ่าวตังเกี๋ย (สมัยราชวงศ์ฮั่น) ได้สร้างอาณาจักรเทียนหรือแถน และถึงสมัยราชวงศ์ถัง เผ่าไทยได้สถาปนาอาณาจักรน่านเจ้าขึ้นที่ยูนนาน
งานเขียนของบุคคลเหล่านี้ได้ให้แนวคิดแก่นักวิชาการไทยและต่างประเทศในระยะต่อมา เช่น ยอร์ช เซเดส์ ชาวฝรั่งเศส ได้สรุปว่าชนชาติไทยอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีน แถบตังเกี๋ย ลาว สยาม ถึงพม่า และอัสสัม
ส่วนนักวิชาการไทยที่สนใจศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของคนไทยทั้งจากเอกสารไทยและต่างประเทศคือพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) งานเขียนของท่าน คือ พงศารโยนก ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ.2441-2442 งานชิ้นนี้สรุปว่าคนไทยมาจากตอนใต้ของจีนและ นักวิชาการไทยอีกท่านหนึ่งคือ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ใช้วิธีการทางนิรุกติศาสตร์ วิเคราะห์ตำนาน พงศาวดารท้องถิ่นทางเหนือของไทยและตรวจสอบกับจารึกของประเทศข้างเคียง เขียนหนังสือ ชื่อ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และจาม และลักษณะสังคมของชื่อชนชาติ” พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2519  จิตรสรุปว่าที่อยู่ของคนเผ่าไทย อาศัยอยู่กระจัดกระจายในบริเวณทางตอนใต้ของจีนและบริเวณภาคเหนือของไทย ลาว เขมร พม่า และรัฐอัสสัมในอินเดีย และให้ความเห็นเกี่ยวกับน่านเจ้าว่า น่านเจ้าเป็นรัฐทางใต้สุด เดิมจีนเรียกอาณาจักรไต - หลอหลอ (น่านเจ้า แปลว่า เจ้าทางทิศใต้)
จะเห็นได้ว่าในบรรดานักวิชาการที่เชื่อว่าอดีตของเผ่าไทยอยู่กระจัดกระจายใน บริเวณตอนใต้ของจีนและบริเวณทางเหนือของไทย ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา และรัฐอัสสัม และอินเดีย ต่างก็มีทัศนะที่ต่างกันในรายละเอียด โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับอาณาจักรน่านเจ้าและนักวิชาการกลุ่มนี้เริ่มศึกษาค้น คว้าเรื่องราวของคนไทยโดยอาศัยหลักฐานหลายด้าน ทั้งด้านนิรุกติศาสตร์ มานุษยวิทยา หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี
กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นเดิมของไทยอยู่บริเวณประเทศไทยปัจจุบัน
พอล เบเนดิคท์ (Paul Benedict) นักภาษาศาสตร์และมนุษยวิทยาชาวอเมริกัน ค้นคว้าเรื่องเผ่าไทย โดยอาศัยหลักฐานทางภาษาศาสตร์และสรุปว่า ถิ่นเดิมของไทยน่าจะอยู่ในดินแดนประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อประมาณ 4000-3500 ปีมาแล้ว พวกตระกูลมอญ เขมร อพยพมาจากอินเดียเข้าสู่แหลมอินโดจีนได้ผลักดันคนไทยให้กระจัดกระจายไปหลายทางขึ้นไปถึงทางใต้ของจีนปัจจุบัน ต่อมาถูกจีนผลักดันจนอพยพลงใต้ไปอยู่ในเขตอัสสัม ฉาน ลาว ไทย และตังเกี๋ย จึงมีกลุ่มชนที่พูดภาษาไทยกระจัดกระจายไปทั่ว
นักวิชาการไทย นายแพทย์สุด แสงวิเชียร และศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ให้ความเห็นว่าดินแดนไทยปัจจุบันเป็นที่อาศัยของหมู่ชนที่เป็นบรรพบุรุษของไทยปัจจุบัน มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และสรุปว่าบรรพบุรุษไทยอยู่ในดินแดนประเทศไทยมาตลอด เนื่องจากหลักฐานทางโบราณคดีได้แสดงถึงความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมรวมทั้งการศึกษาเปรียบเทียบลักษณะโครงกระดูกที่ขุดพบ
กลุ่มที่เชื่อว่า ถิ่นเดิมของไทยอาจอยู่ทางบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หรืออินโดจีน หรือบริเวณคาบสมุทรมลายู และค่อย ๆ กระจายไปทางตะวันตก และทางใต้ของอินโดจีนและทางใต้ของจีน
กลุ่มนี้ศึกษาประวัติความเป็นมาของชนชาติไทยด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์บนรากฐาน ของวิชาพันธุศาสตร์ คือการศึกษาความถี่ของยีนและหมู่เลือดและการศึกษาเรื่องฮีโมโกลบินอี เช่น นายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบุญ ได้ศึกษาความถี่ของยีนและหมู่เลือด พบว่าหมู่เลือดของคนไทยคล้ายกับชาวชวาทางใต้มากกว่าจีนทางเหนือ จากการศึกษาวิธีนี้สรุปได้ว่า คนไทยมิได้สืบเชื้อสายจากคนจีน
ส่วนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฮีโมโกลบินอีนั้น นายแพทย์ประเวศ วะสี และกลุ่มนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น สรุปว่า ฮีโมโกลบินอี พบมากในผู้คนในแถบเอเชียอาคเนย์ คือ ไทย ลาว พม่า มอญ และอื่นๆ สำหรับประเทศไทยผู้คนทางภาคอีสานมีฮีโมโกลบินอีมากที่สุด (คนจีนเกือบไม่มีเลย)
สรุป ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวงการศึกษามีมากขึ้นและมีการแตกแขนงวิชาออกไปมากมาย เพื่อหาคำตอบเรื่องของมนุษย์และสังคมที่มนุษย์อยู่ ทำให้ความรู้และความเชื่อเดิมของมนุษย์ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ความเชื่อในเรื่องถิ่นกำเนิดของคนไทยซึ่งอยู่ที่มณฑลเสฉวนและทาง ภูเขาอัลไตจึงถูกวิพากษ์ถึงความสมเหตุสมผล และเมื่อมีการประสานกันค้นคว้าจากสหวิชาการจึงได้คำตอบในแนวใหม่ว่าคนเผ่าไท เป็นเผ่าที่อยู่กระจัดกระจายในแนวกว้างในบริเวณตอนใต้ของยูนนาน ทางตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรัฐอัสสัมของอินเดีย พื้นฐานความเชื่อใหม่นี้ อาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้ทราบได้ว่า คนเผ่านี้รู้จักกันในชื่อต่าง ๆ ในแต่ละท้องถิ่น เช่น ไทใหญ่ ไทอาหม ผู้ไท ไทดำ ไทขาว ไทลื้อ ไทลาว ไทยวน เป็นต้น การค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดียังสอดคล้องกับการค้นคว้าทางด้านนิรุกติศาสตร์และภาษาศาสตร์ที่พบว่า คนในบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เรียกชนชาติไทยว่า ชาม ชาน เซม เซียม ซียาม เสียมบ้าง และในภาษาจีนเรียกว่า ส่าน ส้าน (สำหรับคนไทโดยทั่วไป) และเซียม (สำหรับไทสยาม) และความหมายของคำที่เรียกคนไทก็มีความหมายสอดคล้องกับลักษณะชีวิตทางด้านสังคมและการทำมาหากินของคนไทยเช่นคำว่า ส่าน” ซึ่งเป็นคำภาษาจีนเรียกคนไท แปลว่า ลุ่มแม่น้ำ
        ความหมายนี้มีลักษณะสอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาติไทที่ก่อตั้งชุมชนขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำและทำอาชีพกสิกรรม รู้จักทำทำนบหยาบ ๆ พร้อมทั้งคันคูระบายน้ำคือ เหมือง ฝาย รู้จักใช้แรงงานสัตว์และใช้เครื่องมือในการทำนา เช่น จอบ คราด ไถ
**ปัจจุบันการศึกษาค้นคว้าเรื่องถิ่นเดิมของชนชาติไทย และคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน คือการหันมาให้ความสนใจทางด้านวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องเชื้อชาติ เพราะไม่มีเชื้อชาติใดในโลกนี้ที่เป็นเชื้อชาติบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่เหนือชน เชื้อชาติอื่น ดินแดนประเทศไทยเป็นทางผ่านที่คนหลายเผ่าพันธุ์ หลายตระกูลเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งรกราก ประเทศไทยเป็นแหล่งสะสมของคนหลายหมู่เหล่าก่อนที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นรัฐประชา ชาติที่เรียกว่าประเทศไทย ดังนั้นการเป็นคนไทจึงควรมองที่วัฒนธรรมไทยมากกว่าเรื่องเชื้อชาติ


(บทความนี้นำมาจากอินเตอร์เน็ต)