Saturday, February 2, 2013

Phra That: Dongeng, Mitos Atau Realiti?


Kisah Phra Borom Saririkhathat (Buddha relics) sangat menarik untuk ditelusuri. Berasaskan beberapa kitab Attha-Katha (สุมังคลวิลาสินี, ปปัญจสูทนี, มโนรถปูรณี และ สัมโมหวิโนทนี) yang diceritakan dari generasi ke generasi, Parinibbana akan berlaku 3 kali. Pertama, Kilesa Parinibbana iaitu berlaku sewaktu Buddha mencapai Pencerahan Sempurna. Kedua, Khandha Parinibbana iaitu berlaku di Kusinara (Buddha wafat). Ketiga, akan berlaku pada masa hadapan, iaitu Datu Parinibbana. Isi utama setiap kitab lebih kurang sama. Jikalau ada perbezaan, hanya melibatkan perkara-perkara kecil. 

Diceriterakan bahawa apabila agama Buddha sudah mundur ke tahap yang terendah, semua Phra Borom Saririkhathat (Buddha relics) tidak kira bersemadi di tempat mana, negara mana atau benua mana, akan berangkat ke Sri Lanka, kemudian berkumpul di Maha Chedi (dipercayai Maha Chedi tersebut ialah Phra Suwanna Malikka Chedi, Sri Lanka).  Dari Maha Chedi, berangkat pula ke Rajayatana Chedi dalam Nagatavib (Benua Naga?), kemudian berangkat pula ke Pokok Bodhi di Bodhagaya, India (tempat Buddha mencapai Pencerahan Sempurna). 


Kesemua Borom Saririkhathat yang pernah bersemadi di dunia Naga (lautan), Dewa-loka dan Brahma loka apabila berkumpul di Pohon Bodhi, maka akan bercantum menjadi ketulan besar umpama ketulan emas atau timbunan emas yang memancarkan cahaya Phra Chapphan Rangsi (6 warna) ke segenap 10,000 Loka-Datu (10,000 Cakerawala).


Sebuah kitab pula mengatakan semua Borom Saririkkhathat berkumpul di pohon Bodhi menjadi patung Buddha yang cukup lengkap seperti seorang manusia, kemudian mempertunjukkan Yamaka Patiharn (mukjizat atau kuasa luar biasa yang hanya dimiliki Buddha seorang sahaja). Tiada seorang pun manusia yang boleh memasuki kawasan tersebut. Manakala segelap golongan Devata dari 10,000 Cakerawala akan datang berkumpul di situ. Segala Devata akan berkata dengan sedih bahawa: "Oh, Buddha akan Prinibbana hari ini. Dhamma vinai akan mundur dan hilang. Apa yang kita lihat adalah penglihatan terakhir!"


Apabila agama Buddha berakhir, api menyala dari Borom Saririkhathat lalu marak menjulang tinggi hingga Brahma-Loka (dunia Phrom). Api pun padam setelah Borom Saririkhathat habis tanpa meninggalkan sisa biar sebesar biji lobak. Para Devata pun melakukan penghormatan dengan bahan wangi-wangian, bunga-bunga dan bunyi-bunyian sebagaimana hari Buddha Parinibbana dahulu. Para Devata melakukan penghormatan dengan berjalan keliling sebanyak 3 keliling, kemudian mengucapkan selamat tinggal sebelum beredar ke mahligai masing-masing. 


Dalam "ucapan pemujaan" Phra Borom Saririkhathat ada menghuraikan Phra Borom Saririkhathat bergabung membentuk Buddha. Buddha memberikan dhamma selama 3 hari sebelum berakhirnya usia agama Buddha. Sedangkan perkara ini tidak ada dalam Attha Katha. 


Kisah Phra Borom Saririkhathat sangat menarik untuk dihayati kerana dalam Sutta tidak ada, sebaliknya wujud dalam Attha Katha. Attha Katha ialah tafsiran kepada Sutta yang ditulis seribu tahun selepas Buddha Parinibbana. Walaupun tiada dalam Sutta, penerimaan oleh penganut agama Buddha sangat kuat, terutama golongan Mahayana. 


Dalam Maha Parinibbana Sutta, di mana Buddha menitahkan Phra Anon supaya menguruskan mayat Baginda sebagaimana dilakukan terhadap raja; tidak pernah sebut pasal Phra Saririkhthat yang akan bergabung semula. Buddha hanya suruh tulang-tulang Baginda dibahagikan di kalangan raja untuk disemadikan di dalam Chedi agar penganut boleh menyembahnya. 


Nampaknya, kisah "kebangkitan semula" terdapat dalam hampir semua agama utama. 


Kisah Phra Borom Saririkhathat ini harus dihayati dengan kebijaksanaan kerana penyampaiannya dalam bahasa dhamma atau bahasa tersirat yang menuntut kita memerah otak untuk memahaminya. Sekiranya kita memahaminya secara tersurat iaitu ikut makna dalam tulisan, tentulah sukar untuk dipercayai tulang-tulang Buddha yang tersimpan ribuan tahun di merata tempat akan bergabung dan bersatu dengan sendiri. Daripada tulang-tulang itu muncul api yag menyala hingga dunia Phrom. Langsung tidak masuk akal. Oleh itu, kita harus tafsir makna tersiratnya yang mungkin sukar juga untuk difahami. 


Satu soalan yang bermain di kepala saya. Kenapa hanya para Devata (dewa-dewi) sahaja yang boleh memasuki kawasan Phra Borom Saririkhathat di sekitar pohon Bodhi? Kenapa manusia tidak boleh memasukinya? Sedangkan Devata juga mempunyai kilesa seperti manusia. Bahkan sesetengah Devata mempunyai kilesa yang lebih teruk. Dan kenapa Borom Saririkhathat harus bergabung di Sri Lanka? Apakah istimewanya Sri Lanka? Atau mungkinkah Attha Katha ditulis oleh penulis dari Sri Lanka yang masih terpengaruh dengan tradisi Brahmana yang mengagungkan Devata? 


Kesimpulannya, penganut tidak harus fanatik dengan Phra That. Saya tidak melarang penganut mempercayainya, cuma tidak menjadi penganut yang fanatik. Dalam agama Buddha, orang fanatik ialah orang yang dipenuhi dengan avijja. Avijja ialah jahil. Gunakanlah kebijaksanaan sebelum mempercayai sesuatu, termasuk apa yang dikategorikan sebagai ajaran Buddha. 


Friday, February 1, 2013

คนไทย มาจากไหน? - ไท และ ไทยสยาม


สรุปย่อจากหนังสือ คนไทย มาจากไหน? และ "พลังลาว" ชาวอีสาน มาจากไหน?

หนานหนิง เป็นชื่อเมืองหลวงของมณฑลกวางสี ที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพิ่งเดินทางไปประชุมนานาชาติเมื่อไม่นานมานี้ แล้วมี "สื่อ"จำนวนมากติดตามไปทำข่าว ได้พบชนชาติ "จ้วง" พูดภาษาไทยอยู่ที่นั่น

มณฑลกวางสีทางใต้ของจีน มีพรมแดนติดกับเวียดนาม (ทางเหนือ) หลายปีมาแล้วกองทัพจีนเคยทำ "สงครามสั่งสอน" เวียดนาม บริเวณพรมแดนกวางสีกับเวียดนามตรงนี้

มณฑลกวางสีกับมณฑลกวางตุ้งอยู่ติดกัน เป็นคน "เครือญาติ" พวกเดียวกันมาก่อนยุคสามก๊ก (ราว 2,000 ปีมาแล้ว) ความหมายของชื่อมณฑลก็อย่างเดียวกันคือ กวาง หมายถึงที่ราบหรือที่กว้าง สี หมายถึงทิศตะวันตก ตุ้ง หมายถึงทิศตะวันออก

สรุปว่ากวางสีหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันตก ส่วนกวางตุ้งหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันออก

เย่ว์ร้อยเผ่า บรรพชน "คนไทย"

คนพื้นเมืองดั้งเดิมในกวางสีกับกวางตุ้งมีหลายชาติพันธุ์ จีนโบราณเคยบันทึกเป็นเอกสารว่าเป็นพวกเย่ว์ร้อยเผ่า เรียกเป็นภาษาจีนโบราณว่า ไป่เย่ว์ มีชีวิตอยู่ทางใต้ลุ่มน้ำแยงซี (เกียง) มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ยุคเดียวกับวัฒนธรรมบ้านเชียง (อุดรธานี) บ้านเก่า (กาญจนบุรี) และบ้านโนนวัด (นครราชสีมา)

เย่ว์ร้อยเผ่า เป็นบรรพบุรุษของคนหลายกลุ่ม รวมทั้งเป็นบรรพชนคนพูดภาษาตระกูลไทย-ลาวทุกวันนี้ด้วย มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนมาก ชี้ว่าเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว มีเย่ว์ร้อยเผ่าเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณสุวรรณภูมิโดยเฉพาะสองฝั่งโขงที่ลาวและอีสาน แล้วผสมกลมกลืนกับชาติพันธุ์พื้นเมืองกลายเป็นบรรพชนคนไทยและคนลาวปัจจุบัน (อ่านรายละเอียดในหนังสือ คนไทยมาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 และ "พลังลาว" ชาวอีสาน มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2549)

เย่ว์ร้อยเผ่ามีกระจัดกระจายอยู่อย่างน้อย 3 มณฑล คือ กวางสี กวางตุ้ง และยูนนาน รวมทั้งที่เมืองกุ้ยหลินอันงดงามมีเสน่ห์ ก็คือพวกเย่ว์ในตระกูลไทย-ลาว หรือจ้วงนั่นแหละ แต่อาจเรียกตัวเองว่า ต้ง

แต่เฉพาะในกวางสีถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขอร้องให้ใช้ชื่อรวมๆ เรียกเหมือนๆ กันเมื่อ พ.ศ.2508 ว่า จ้วง นับแต่นั้นมาพวกตระกูลไทย-ลาวในกวางสีเลยได้ชื่อจ้วง ทุกวันนี้มีราว 13 ล้านคน

แต่ในความจำกัดและคลุมเครือนั้น มีหลักฐานทางโบราณคดีและอื่นๆ ยืนยันสอดคล้องกันว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในมณฑลกวางสีและกวางตุ้งของจีนตอนใต้ (จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่) พูดภาษาตระกูลไทย-ลาว หรือลาว-ไทย แต่สมมุติเรียกให้กระชับและเข้าใจอย่างง่ายๆ ในที่นี้ว่าภาษาไทยสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว ปัจจุบันยังมีบางกลุ่มใช้พูดจาสื่อสารกันเองในชุมชนหมู่บ้านและในครอบครัวที่อยู่ห่างไกลจากเมือง

แม้คนในเมืองที่ไม่พูดภาษาไทยแล้ว แต่ยังมีความทรงจำบอกเล่าว่าบรรพชนของตนพูดภาษา "จ้วง" อันเป็นตระกูลเดียวกับภาษาไทย แต่ไม่ใช่คนไทย แล้วเรียกภาษาพูดของตนว่าภาษาจ้วง ที่จับสำเนียงได้ว่าใกล้เคียงตระกูลภาษาไทยสำเนียงลาวสองฝั่งโขงและสำเนียงปักษ์ใต้ เช่น นครศรีธรรมราช

บรรพชนคนจ้วงดั้งเดิมปลูกเรือนเสาสูง กินข้าวเหนียว จึงมีบ๊ะจ่างเหมือนขนมจ้างของไทย-ลาว กับทำขนมเข่งด้วยข้าวเหนียวใช้ไหว้เจ้า (ผี) ตอนตรุษจีน (พวกฮั่น (จีน) อยู่ทางเหนือๆ ขึ้นไป กินข้าวสาลี ทำหมั่นโถวซาลาเปาไหว้เจ้า)

จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทย

"จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด" มีคำอธิบายรายละเอียดพร้อมรูปถ่าย (ที่พิมพ์ประกอบในเรื่องนี้) ไว้ในหนังสือชื่อคนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2537) จะขอสรุปคัดมาลงไว้ดังต่อไปนี้

ที่ว่า "จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทย" ก็เพราะภาษาจ้วงกับภาษาไทยอยู่ในตระกูลเดียวกัน ฉันทลักษณ์ในบทร้อยกรองของจ้วงกับของไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และมีพื้นฐานจากคำคล้องจองเช่นเดียวกัน

นิทานปรัมปราและนิยายศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอด "ปากต่อปาก" ด้วยภาษาจ้วงหรือภาษาตระกูลไทย เช่น เรื่องกำเนิดคน เรื่องการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์กับน้ำฝน เช่น กบ ฯลฯ ล้วนคล้ายคลึงกับนิทานและนิยายของชนชาติไทยทุกกลุ่มทุกเหล่า รวมทั้งคนไทยในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ชาวจ้วงย่อมพูดว่า "ไทยเป็นเครือญาติตระกูลจ้วง"-ด้วยก็ได้

ที่ว่า-"ผู้ยิ่งใหญ่"-ก็เพราะในมณฑลกวางสีมีชาวจ้วงถึง 12-13 ล้านคน และอยู่ในเขตมณฑลอื่นๆ อีกเกือบ 1 ล้านคน นับเป็นเครือญาติตระกูลไทยที่มีจำนวนมากที่สุดที่อยู่นอกดินแดนประเทศไทยซึ่งนับว่าใหญ่มาก

นอกจากนั้นชาวจ้วงยังมีส่วนเป็นเจ้าของ "วัฒนธรรมฆ้อง" (มโหระทึก) ที่เป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมยุคแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วย นี่แหละ "ผู้ยิ่งใหญ่"

ที่ว่า-"เก่าแก่ที่สุด"-ก็เพราะมีร่องรอยและหลักฐานว่าจ้วงมีวัฒนธรรมสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว โดยดูจากภาพเขียนที่ผาลายกับมโหระทึกและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อ "ผี"

ภาพเขียนมหึมาบนภูผามหัศจรรย์-หรือผาลาย เป็นภาพพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ มีภาพมโหระทึกและกลุ่มคนประโคมตีมโหระทึก มีภาพคนประดับขนนกบนหัวแล้วทำท่ากางขากางแขนคล้ายกบ

มโหระทึกเป็นกลองหรือฆ้องทำด้วยสัมฤทธิ์ที่มีตัวตนเป็นวัตถุจริงๆ เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอุษาคเนย์โดยเฉพาะ และมีพัฒนาการเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว อาจนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ก่อนรับอารยธรรมจากจีนและอินเดีย

เฉพาะบริเวณที่เป็นถิ่นฐานของชาวจ้วงในมณฑลกวางสี พบมโหระทึกฝังอยู่ใต้ดินไม่น้อยกว่า 600 ใบ และชาวจ้วงทุกวันนี้ยังมีมโหระทึกประจำตระกูลกับประจำหมู่บ้านใช้งานในพิธีกรรมที่ทำสืบเนื่องมาแต่ดึกดำบรรพ์อีกรวมนับพันๆ ใบ แสดงว่าชาวจ้วงให้ความสำคัญต่อมโหระทึกมาก จนอาจกล่าวได้ว่าจ้วงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมมโหระทึก (แม้ชนชาติอื่นจะมีมโหระทึกด้วย แต่รวมแล้วไม่มากเท่าจ้วง)

ทุกวันนี้ชาวจ้วงยังใช้มโหระทึกประโคมตีในพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกรรม "ขอฝน" เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังพิธีบูชากบประจำปีตามหมู่บ้านต่างๆ มีขบวนมโหระทึกแห่กบ มีการละเล่นแต่งตัวเป็นกบช่วยเหลือมนุษย์ ฯลฯ ล้วนสอดคล้องกับภาพเขียนที่ผาลาย แสดงว่าชาวจ้วงยังสืบทอดประเพณีและพิธีกรรมตั้งแต่ยุคสัมฤทธิ์จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานราว 3,000 ปีมาแล้ว

นี่แหละ "จ้วง-เครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด"

แต่-จ้วงไม่ใช่คนไทย เพราะไม่ได้เป็นประชากรของประเทศไทย และไม่ได้อยู่ในดินแดนประเทศไทย ทุกวันนี้ชาวจ้วงเป็นคนจีน เพราะเป็นประชากรจีน และอยู่ในดินแดนประเทศจีน รวมทั้งวิถีชีวิตที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมจีน ไม่ว่าจะเป็นบ้านช่องที่อยู่อาศัย และขนบธรรมเนียมประเพณีหลายๆ อย่าง

แม้จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองจ้วง มณฑลกวางสี แต่อาจมีชาวจ้วงบางกลุ่มเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานเป็น "เจ๊ก" ในดินแดนประเทศไทยแล้วแต่งงานกับสาวลาวจนกลายเป็น "คนไทย" สมัยโบราณก็ได้ ส่วนชาวจ้วงเกือบทั้งหมดก็อยู่เมืองจ้วงในกวางสีนั่นแหละ

Sumber: Campus.sanook.com

.................................................


ไท และไทยสยาม

คำว่า “ไทย” เดิมรู้จักกันในนามของ “สยาม” และมีปรากฏในหลักฐานหลายแห่งที่เก่าที่สุด คือ ในศิลาจารึกของอาณาจักรกัมพูชาก่อนสมัยพระนครหลวง และพบในจารึกจาม พ.ศ.1593 จารึกพม่า พ.ศ.1663 และในแผนที่ภูมิศาสตร์ของจีนที่ทำขึ้นใน พ.ศ.1753 กำหนดเขตแดนของเสียมหรือสยามไว้ ส่วนคำว่า “ไท” มีความหมายกว้างกว่า คำว่า “ไทย” ดังนี้

ความหมายของคำว่า “คนไท” และ “คนไทย” 
“ไท” มีความหมายกว้างกว่า คำว่า “ไทย” ไท หมายถึง ไทย (คนไทยในประเทศไทย)*และรวมถึงคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น คนไท คือ บุคคลซึ่งมีเชื้อชาติไทย พูดภาษาตระกูลไทย มีขนบธรรมเนียมประเพณีของคนเชื้อชาติไทย ทั้งนี้ไม่จำกัดเฉพาะ ภาษาไทยในประเทศไทย ขนบธรรมเนียมที่ใช้ในประเทศไทย แต่หมายถึง ภาษาในเครือ ภาษาไทยซึ่งมีลักษณะเป็นคำโดดและเรียงคำ คำบางคำอาจใช้แตกต่างกัน ขนบธรรมเนียมก็อาจจะแตกต่างกันได้ ทั้งนี้เป็นไปตามเผ่าแต่ละเผ่า

ความหมายของคำว่า “สยาม” 
คำว่า “สยาม” เป็นคำที่ชนชาติอื่นใช้เรียกประเทศไทย ปรากฏตามอักษรจำหลักใต้ รูปกระบวนแห่งที่ปราสาทนครวัดว่า “พลเสียม” หรือ “พลสยาม” จึงเข้าใจว่าคนชาติอื่นใช้เรียกประเทศตามขอม พระเจนจีนอักษร ได้แปลจดหมายเหตุจีน อธิบายคำว่า “สยาม” ไว้ว่าประเทศนี้เดิมเป็นอาณาเขต “เสียมก๊ก” อยู่ข้างเหนือ “โลฮุกก๊ก” อยู่ข้างใต้ ต่อมารวมเป็นอาณาเขตเดียวกัน จึงได้สนามว่า “เสียมโลฮุกก๊ก” แต่คนเรียกทิ้งคำ “ฮก” เสีย คงเรียกกันว่า “เสียมโลก๊ก” สืบมาเป็นอาณาเขตอยู่ดังกล่าว

“สยาม” เป็นคำที่เริ่มใช้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 4 ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเรียกตัวเองว่า “กรุงศรีอยุธยา” ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ปรากฏตามหนังสือสัญญาที่ทำกับประเทศอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เรียกประเทศว่า “กรุงศรีอยุธยา” และเพิ่งปรากฏหลักฐานว่าประเทศไทย เรียกตัวเองว่า “ประเทศสยาม” ในสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อทรงทำสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษ และทรงลงพระนามาภิไธยว่า “REX SIAMNIS”** และทรงหล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่ง พระราชทานนามว่า “พระสยามเทวาธิราช”

ต่อมาใน พ.ศ.2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม (ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” และเมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 แล้ว นายควง อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประมาณ 3 เดือนเศษ รัฐบาลนี้เรียกชื่อประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสว่า “SIAM” อีกครั้ง ถึงเดือนเมษายน 2491 รัฐบาลพิบูลสงครามเข้ารับตำแหน่งแทน ได้เปลี่ยนชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษว่า “THAILAND” และในภาษาฝรั่งเศส “THAILAND” 5 ซึ่งรัฐบาลต่อ ๆ มาได้ใช้ตราบจนปัจจุบัน